นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมเตรียมการเพื่อบรรเทาสาธารณภัยและรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ว่า รัฐบาลห่วงใยสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ความรุนแรงมากขึ้น แม้กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า ไทยเข้าสู่ห้วงฤดูฝนแล้ว เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 แต่จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีความผันผวนมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้ทุกภาคส่วนต้องเตรียมความพร้อมในการป้องกันและรับมือกับสาธารณภัยที่อาจจะเกิดขึ้น โดยได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกำชับหน่วยงานในพื้นที่ให้ติดตาม และประเมินสถานการณ์พื้นที่เสี่ยงต่าง ๆ รวมถึงเฝ้าระวังและเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยพิบัติในทันที เมื่อเกิดเหตุตลอดจนการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาต้องดำเนินการอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงจากเอลนีโญใน 5 ด้านสำคัญ คือ 1.. การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน และแหล่งน้ำของประเทศ โดยให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรประสานการปฏิบัติร่วมกับกองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบูรณาการข้อมูลและการจัดการสาธารณะภัย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน เพื่อให้สามารถติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม 2. การเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า โดยให้หน่วยงานในสังกัดติดตามข้อมูลฝน น้ำท่า น้ำต้นทุน อุณหภูมิ ความชื้นในดิน พื้นที่เพาะปลูก และระยะการเจริญเติบโตของพืชอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยี Remote Sensing เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงและความสมบูรณ์ของพืชแบบใกล้เคียงเวลาจริง รวมทั้งการสื่อสารต่อสาธารณะ เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมศักยภาพความสามารถของคน ชุมชน หรือระบบที่เผชิญภัยพิบัติหรือวิกฤตแล้ว สามารถ “ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว” โดยไม่ให้เกิดความเสียหายระยะยาวต่อการพัฒนา
3.การปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุนจริง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง กระทรวงฯ จะเน้นการสื่อสารกับเกษตรกรให้วางแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์น้ำจริง ลดการปลูกเกินศักยภาพน้ำต้นทุน เลื่อนหรือปรับรอบการเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่ที่เหมาะสม 4. การลดต้นทุนและลดความเสียหายของเกษตรกร โดยส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูพืชอย่างแม่นยำ การสนับสนุนเครื่องจักรกลและผู้ให้บริการทางการเกษตร รวมถึงการให้คำแนะนำรายพื้นที่ตามชนิดพืชและระยะการเจริญเติบโต เพื่อให้เกษตรกรลดความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย และ 5. การดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะติดตามสถานการณ์ผลผลิต ราคา ต้นทุน และรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารสัตว์ น้ำตาล แป้งมันสำปะหลัง ปศุสัตว์ และการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อให้รัฐบาลสามารถกำหนดมาตรการได้ตรงจุดและทันเวลา
“ ผมขอย้ำว่าแนวทางของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในครั้งนี้ คือ ไม่รอให้เกิดความเสียหายแล้วจึงเข้าไปเยียวยาเท่านั้น แต่ต้องใช้ข้อมูลเพื่อป้องกันและลดความเสียหายล่วงหน้า โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกับกรมชลประทาน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร กรมปศุสัตว์ กรมประมง สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนกลางและพื้นที่ และขอให้พี่น้องเกษตรกรติดตามข้อมูลข่าวสารจากศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร และหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคำแนะนำเรื่องช่วงเวลาการเพาะปลูก ปริมาณน้ำในพื้นที่ การเลือกชนิดพืช การจัดการน้ำในแปลง และการป้องกันโรคและแมลง อย่าเพิ่งตัดสินใจเพาะปลูกโดยดูจากฝนช่วงสั้น ๆ เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาข้อมูลน้ำต้นทุนและแนวโน้มฝนตลอดฤดูร่วมด้วย”



