นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ มว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าว ว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงจากเอลนีโญใน 5 ด้านสำคัญ คือ 1. การเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อน และแหล่งน้ำของประเทศ โดยให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตรประสานการปฏิบัติร่วมกับกองทัพอากาศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขึ้นปฏิบัติการฝนหลวงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนบูรณาการข้อมูลและการจัดการสาธารณะภัย เพื่อบรรลุเป้าหมายที่กำหนดร่วมกัน เพื่อให้สามารถติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม

2. การเฝ้าระวังและเตือนภัยล่วงหน้า โดยให้หน่วยงานในสังกัดติดตามข้อมูลฝน น้ำท่า น้ำต้นทุน อุณหภูมิ ความชื้นในดิน พื้นที่เพาะปลูก และระยะการเจริญเติบโตของพืชอย่างใกล้ชิด พร้อมใช้ข้อมูลดาวเทียมและเทคโนโลยี Remote Sensing เพื่อประเมินพื้นที่เสี่ยงและความสมบูรณ์ของพืชแบบใกล้เคียงเวลาจริง รวมทั้งการสื่อสารต่อสาธารณะ เกษตรกร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และเสริมศักยภาพความสามารถของคน ชุมชน หรือระบบที่เผชิญภัยพิบัติหรือวิกฤตแล้ว สามารถ “ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว” โดยไม่ให้เกิดความเสียหายระยะยาวต่อการพัฒนา  3. การปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับน้ำต้นทุนจริง โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง กระทรวงฯ จะเน้นการสื่อสารกับเกษตรกรให้วางแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์น้ำจริง ลดการปลูกเกินศักยภาพน้ำต้นทุน เลื่อนหรือปรับรอบการเพาะปลูกในพื้นที่เสี่ยง และส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่ที่เหมาะสม

4. การลดต้นทุนและลดความเสียหายของเกษตรกร โดยส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การจัดการศัตรูพืชอย่างแม่นยำ การสนับสนุนเครื่องจักรกลและผู้ให้บริการทางการเกษตร รวมถึงการให้คำแนะนำรายพื้นที่ตามชนิดพืชและระยะการเจริญเติบโต เพื่อให้เกษตรกรลดความเสี่ยงก่อนเกิดความเสียหาย และ 5. การดูแลผลกระทบทางเศรษฐกิจและห่วงโซ่อุปทาน โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรจะติดตามสถานการณ์ผลผลิต ราคา ต้นทุน และรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวิเคราะห์ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารสัตว์ น้ำตาล แป้งมันสำปะหลัง ปศุสัตว์ และการแปรรูปสินค้าเกษตร เพื่อให้รัฐบาลสามารถกำหนดมาตรการได้ตรงจุดและทันเวลา

“ในช่วงเวลาที่สภาพภูมิอากาศมีความไม่แน่นอนสูง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการดูแลพี่น้องเกษตรกร โดยใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และเศรษฐศาสตร์การเกษตรมาประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้ภาคเกษตรไทยสามารถรับมือกับเอลนีโญได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสียหายต่อผลผลิต ลดภาระต้นทุน รักษารายได้ของเกษตรกร และสร้างความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ขอให้พี่น้องเกษตรกรมั่นใจว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะเร่งดำเนินมาตรการเชิงรุก เพื่อให้ประเทศไทยผ่านพ้นความเสี่ยงจากเอลนีโญครั้งนี้ไปได้ด้วยความพร้อม รอบคอบ และไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”