เมื่อวันที่ 1 มิ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าและข้อพิรุธในโครงการ TH-AI Passport ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มูลค่ากว่า 1,600 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดหาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) 12 โมเดล เพื่อให้ประชาชน 5 ล้านคนเข้าถึงการใช้งานระดับโปร เป็นระยะเวลา 1 ปี ผ่านแพลตฟอร์มกลาง หลังจากที่นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ตั้งกระทู้สดถามนายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลฯ ในที่ประชุมสภา โดยก้าวต่อไปของฝ่ายค้าน คือคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน ได้เชิญกระทรวงดีอีมาชี้แจงในสัปดาห์นี้ โดยได้ประสานให้นายภาวุธมาร่วมประชุมด้วย
ทั้งนี้ นายกรณ์ได้สรุปข้อสังเกตและตั้งคำถามถึงข้อพิรุธต่างๆ ดังนี้
1. เงินเป็นพันล้านที่จ่ายไป ประเทศได้อะไรงอกเงย และได้ประโยชน์จริงกี่คน รัฐบาลอธิบายว่าจะแจกสิทธิใช้งาน AI ระดับโปร ให้คนไทย 5 ล้านคนฟรี 1 ปี โดยดึงเงินจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) เฉลี่ย 324 บาทต่อคนต่อปี ทั้งที่ฟังก์ชันพื้นฐานส่วนใหญ่ประชาชนเข้าถึงแบบฟรีได้อยู่แล้ว สิ่งที่ขาดคือทักษะความเข้าใจ AI Literacy (ความฉลาดรู้ด้านปัญญาประดิษฐ์) การแจกตัวโปรแบบปูพรมโดยไม่สร้างทักษะให้ประชาชน ส่วนกลุ่มนักพัฒนาสร้างสรรค์ (Builders) ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรม หากต้องนำเอไอไปพัฒนาในระดับสูง แพ็กเกจโปรรายเดือนแบบที่รัฐแจก ก็ไม่พอใช้งาน เพราะติดข้อจำกัดโควตาคำสั่งต่อชั่วโมง อีกทั้งในระบบสัญญาเช่าใช้แบบ subscription เมื่อครบ 1 ปี ถ้าประชาชนใช้ไม่หมด ก็คือทิ้งทันที สิทธิที่เหลือจะถูกตัดทิ้งและแปรสภาพเป็นกำไรสุทธิ ขณะที่ส่วนเกินเข้ากระเป๋าผู้รับจ้าง โดยรัฐไม่สามารถเรียกเงินคืนหรือทบยอดมาใช้ต่อได้เลย
2.เรากำลังจ่ายค่าเช่าทิ้งรายปีแทนการสร้างสินทรัพย์ เจตนารมณ์ตามกฎหมายของกองทุน DE Fund คือต้องใช้เพื่อการพัฒนาแกนหลักและลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลระยะยาว แต่โครงการนี้มีลักษณะเป็นงบดำเนินการหรือโอเปกซ์ คือการควักเงินก้อนใหญ่ไปจ่ายค่าเช่าใช้บริการแบบปีต่อปี ครบปีเงินกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ก็หมดไป กระบวนการอนุมัติยังใช้กลไกของบอร์ดกองทุนเคาะจบโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบงบประมาณ 3 วาระตามปกติของสภาผู้แทนราษฎร เป็นการสร้างเพียงผู้ใช้ (Users) ไม่ใช่การสร้างผู้สร้างเทคโนโลยีอย่าง Builders เมื่อสิ้นสุดสัญญา ก็ต้องเดินตัวเปล่าออกมาโดยไม่ได้ถือครองสินทรัพย์ทางเทคโนโลยีใดๆ
3. เซิร์ฟเวอร์ที่ตั้งในไทยไม่ได้แปลว่าเราเป็นเจ้าของข้อมูล แม้รัฐบาลชี้แจงว่ารันอยู่ในดาต้า เซ็นเตอร์ และคลาวด์ภายในประเทศ แต่ซอฟต์แวร์ ตัวโมเดลเอไอ และคลังข้อมูลพฤติกรรมการสั่งงานหลังบ้านยังเป็นของต่างชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งทันทีที่หมดสัญญาเช่าระบบ ก็พร้อมจะถูกดึงปลั๊กออก เม็ดเงินและคุณค่าทางเทคโนโลยีไหลออกนอกประเทศ
4. ความโปร่งใสในทีโออาร์ เอกสารประกวดราคาโครงการนี้กำหนดรายละเอียดไว้หลวมมาก ค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่สุด 1,500 ล้านบาท ระบุกว้างๆ ว่าเป็นค่า Token ของเอไอ โดยไม่บอกสัดส่วนแบรนด์ที่ชัดเจนทำให้ตรวจสอบระบบหลังบ้านไม่ได้ กำหนดให้รองรับการใช้งานพร้อมกัน 500,000 รายต่อชั่วโมง ซึ่งเมื่อคำนวณจริง พบว่าจะรองรับได้เพียง 139 รายต่อวินาทีเท่านั้น นี่ยังไม่รวมกรอบเวลาประมูลที่เร่งรีบจบใน 34 วันช่วงหยุดยาวปีใหม่ และท่าทีของรมว.ดีอีที่ตอบกระทู้ว่าใครจะได้รับงานไม่ใช่เรื่องที่ตนต้องสนใจ ซึ่งในฐานะผู้บริหารสูงสุดจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
นายกรณ์ ระบุอีกว่า ได้ถามทีมงานของตัวเองถึงทางเลือกในการใช้เงินกว่า 1,600 ล้านบาทนี้ แบบที่ยั่งยืนกว่าการเช่าสิทธิแค่ 1 ปี โดยมีข้อเสนอแนะ ดังนี้
-เปลี่ยนเงินก้อนนี้ให้เป็นงบลงทุนเพื่อจัดซื้อกำลังการประมวลผลประสิทธิภาพสูง (GPU Clusters) ของตัวเอง แล้วนำไปฝากวางร่วมในดาต้าเซ็นเตอร์ของเอกชน เครื่องมือเหล่านี้มีอายุใช้งาน 3-5 ปี สามารถเปลี่ยนงบประมาณให้เป็นสมบัติของแผ่นดินได้
-ผลักดันไทยเป็น AI Builder Hub ยุทธศาสตร์ชาติเชิงรุก นำร่องโดยใช้พื้นที่ว่างภาครัฐ เช่น อาคารโรงงานยาสูบ 5 มาแปลงสภาพเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมต่อศูนย์ประมวลผล เพื่อเปิดพื้นที่แซนด์บ็อกซ์ให้สตาร์ทอัพและทีมขนาดเล็กสามารถเข้ามาทดลองปล่อยของ สร้างโปรดักต์เอไอที่ขายได้จริง
-เปลี่ยนงบแจกมาเป็นทุนสนับสนุนในรูปแบบ คูปองนวัตกรรม เพื่อให้เอสเอ็มอีนำไปจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญหรือซื้อระบบเอไอที่ตรงความต้องการเฉพาะทางจริง
-เลือกลงทุนพัฒนาโมเดลภาษาไทยและจัดทำคลังข้อมูลอัจฉริยะร่วมกับมหาวิทยาลัยในเรื่องเฉพาะทาง เพื่อให้ประเทศมีสินทรัพย์ทางปัญญาเป็นของตัวเองในระยะยาว
“การให้คนไทยใช้ AI เป็นเรื่องดีครับ แต่รัฐบาลจะต้องทบทวนว่างบพันล้านก้อนนี้ เศรษฐกิจไทยได้ประโยชน์อะไร ใครจะได้ใช้จนเกิดมูลค่าจริง และระหว่างการเอาเงินไปถมกำไรให้ต่างชาติผ่านสัญญาเช่าที่ใช้ไม่หมด ก็ต้องทิ้งไปกับการปักเสาเข็มสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่คนไทยเป็นเจ้าของร่วมกันอย่างแท้จริง แบบไหนจะคุ้มค่าเงินภาษีของประชาชนมากกว่ากัน” นายกรณ์ ระบุ



