เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. ดร.ชาญวิชย์ อริยาวรนันต์ รักษาการผู้อำนวยการ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล เสนอผลสำรวจเรื่องความต้องการ AI ของประชาชน กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ 1,143 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 2-4 มิ.ย. 2569 ซึ่งผลสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 91.2 เคยได้ยิน ได้ฟัง หรือรู้จัก AI มาก่อน ขณะที่มีเพียงร้อยละ 8.8 ไม่เคยรู้จัก AI มาก่อน ตัวเลขนี้สะท้อนว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวของประชาชนอีกต่อไป แต่กลายเป็นประเด็นร่วมสมัยที่ประชาชนส่วนใหญ่รับรู้แล้วในระดับกว้าง และเมื่อพิจารณาระดับความเข้าใจเกี่ยวกับ AI พบว่าประชาชนร้อยละ 39.4 ระบุว่าเข้าใจ AI อย่างดี และร้อยละ 51.8 ระบุว่าพอเข้าใจ รวมแล้วร้อยละ 91.2 มีระดับการรับรู้หรือความเข้าใจเกี่ยวกับ AI ในระดับใดระดับหนึ่ง ขณะที่ร้อยละ 8.8 ระบุว่ายังไม่เคยได้ยินหรือไม่รู้จัก AI ซึ่งสะท้อนว่าประเทศไทยมีฐานการรับรู้เรื่อง AI อยู่แล้ว แต่ยังต้องยกระดับจากการรู้จักไปสู่การใช้เป็น ใช้ปลอดภัย และใช้เกิดประโยชน์จริง

ดร.ชาญวิชย์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ผลสำรวจยังชี้ให้เห็นว่าในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ประชาชนร้อยละ 30.7 ระบุว่าใช้ AI เป็นประจำ ร้อยละ 41.8 ใช้เป็นบางครั้ง และร้อยละ 27.5 เคยใช้เพียงเล็กน้อยหรือไม่เคยใช้เลย ซึ่งถือได้ว่าประชาชนร้อยละ 72.5 เคยใช้ AI ในระดับประจำหรือเป็นบางครั้ง สะท้อนการเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของสังคมไทย จากการรับรู้ AI ไปสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน และการประกอบอาชีพ สำหรับความต้องการของประชาชนต่อการใช้ AI พบว่าความต้องการอันดับ 1 คือรัฐควรส่งเสริมการใช้ AI เพื่อเพิ่มรายได้ ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ร้อยละ 91.7 รองลงมาคือการส่งเสริมใช้ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและธุรกิจ ร้อยละ 88.5 การเข้าถึงความรู้และการใช้ AI อย่างเท่าเทียม ร้อยละ 87.2 การส่งเสริม AI เพื่อพัฒนาการศึกษา การเรียนรู้ และยกระดับทักษะแรงงานไทย ร้อยละ 85.3 การใช้ AI ดูแลความปลอดภัยของประชาชน ร้อยละ 83.1 การใช้ AI ดูแลกลุ่มเปราะบาง เช่น เด็กเล็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ร้อยละ 81.6 การใช้ AI เพื่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจระยะยาว ร้อยละ 80.5 และการใช้ AI เพื่อลดความเกลียดชังกันในโลกโซเชียล ร้อยละ 76.8

ดร.ชาญวิชย์ กล่าวอีกว่า สำหรับสิ่งที่น่าพิจารณาคือ ผลสำรวจชุดนี้มีนัยสำคัญทางสังคมศาสตร์อย่างมาก เพราะสะท้อนว่าประชาชนไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่เห็น AI เป็นเครื่องมือด้านปากท้อง เศรษฐกิจ ความเท่าเทียม การศึกษา ความปลอดภัย และความมั่นคงของประเทศ กล่าวคือ AI ในสายตาประชาชนคือ “เครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิต” มากกว่า “เครื่องมือทางเทคนิค” ส่วนประเด็นที่น่าสนใจคือ ความช่วยเหลือที่ประชาชนต้องการ หากรัฐบาลสนับสนุน AI พบว่าประชาชนร้อยละ 48.9 ระบุว่า ต้องการเงินสนับสนุนหรือคูปอง AI ขณะที่ร้อยละ 47.3 ต้องการอบรมการใช้ AI ร้อยละ 41.6 ต้องการศูนย์เรียนรู้ AI ในชุมชน ร้อยละ 39.8 ระบุว่าต้องการการสนับสนุนด้านการฝึกอบรมหรือการเรียนรู้เพิ่มเติม และร้อยละ 32.7 ต้องการที่ปรึกษาของประชาชนผู้ใช้ AI

นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่าประชาชนร้อยละ 63.7 เห็นว่ารัฐบาลควรเดินหน้าการส่งเสริมการใช้ AI ผ่าน TH-AI Passport โดยร้อยละ 33.6 สนับสนุนการเดินหน้าโครงการภายใต้หลักความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และร้อยละ 30.1 เห็นควรเดินหน้าต่อพร้อมปรับปรุงรายละเอียดบางประการ ขณะที่ร้อยละ 23.4 ยังต้องการข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจ แต่ร้อยละ 12.9 เห็นควรยกเลิกโครงการ ซึ่งผลสำรวจชี้ให้เห็นว่าประชาชนจำนวนมากพร้อมสนับสนุนแนวคิด TH-AI Passport หากโครงการดำเนินการตามทีโออาร์อย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีตัวชี้วัดชัดเจน และรายงานผลต่อสาธารณะ ไม่ใช่วัดความสำเร็จจากจำนวนกิจกรรมหรือการใช้จ่ายงบประมาณเท่านั้น แต่ต้องวัดจากผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับจริง.