นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ  รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมติดตามสถานการณ์น้ำและมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจของกรมชลประทาน ว่า  ขณะนี้สภาวะเอนโซ (ENSO) อยู่ในช่วงเป็นกลาง และมีแนวโน้มที่ปรากฏการณ์เอลนีโญจะก่อตัวในช่วงกลางปี 2569 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2570 ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงด้านฝนน้อย ฝนทิ้งช่วง และภัยแล้งในระยะถัดไป ขอให้ทุกหน่วยดำเนินการเชิงรุกในการบริหารจัดการน้ำ 1.ติดตามและคาดการณ์สถานการณ์น้ำ และสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ข้อมูลและผลการคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา  ทำฉากทัศน์ทั้งกรณีเอลนีโญระดับอ่อนและระดับรุนแรง พร้อมกำหนดจุดตัดสินใจ (Trigger Point) ในการปรับแผนบริหารจัดการน้ำเป็นรายเดือน เพื่อให้ปรับการดำเนินงานได้ทันต่อสถานการณ์

2.เก็บกักและสำรองน้ำต้นทุน ทบทวนเกณฑ์การบริหารอ่างเก็บน้ำ (Rule Curve) ให้สอดคล้องกับแนวโน้มเอลนีโญ โดยเร่งเก็บกักน้ำในช่วงปลายฤดูฝนให้ได้มากที่สุดภายใต้กรอบความปลอดภัยของเขื่อน พร้อมสำรองน้ำต้นทุนสำหรับการอุปโภคบริโภคและการรักษาระบบนิเวศให้เพียงพอต่อเนื่องไปจนถึงฤดูแล้งของปีถัดไป 3.เร่งรัดพัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบชลประทาน เร่งรัดโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในทุกระยะ  พัฒนาพื้นที่หน่วงน้ำและแก้มลิง และการเพิ่มประสิทธิภาพการส่งและกระจายน้ำในระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการใช้น้ำของแต่ละพื้นที่ 4.  เตรียมความพร้อมรับน้ำหลาก กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ขุดลอกคูคลอง และเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำในพื้นที่เสี่ยง พร้อมเตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และบุคลากร ให้สามารถเคลื่อนย้ายเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันทีทั้งในและนอกเขตชลประทาน รวมถึงเฝ้าระวังพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากอย่างใกล้ชิด    

5. จัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง จัดสรรน้ำตามลำดับความสำคัญ คือ การอุปโภคบริโภค การรักษาระบบนิเวศ การเกษตร และอุตสาหกรรม อย่างเป็นธรรมและสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ พร้อมวางแผนการเพาะปลูกร่วมกับเกษตรกรและส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 6.ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) จัดทำแผนสร้างความมั่นคงด้านน้ำระยะยาวเพื่อรองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ โดยเน้นการเชื่อมโยงโครงข่ายน้ำและการผันน้ำระหว่างลุ่มน้ำ (Water Grid) และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานชลประทานให้ทนต่อสภาพอากาศสุดขั้ว  และ 7.บูรณาการและการสื่อสารกับประชาชน บูรณาการการทำงานร่วมกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ พร้อมสื่อสารข้อมูลสถานการณ์น้ำและการแจ้งเตือนภัยต่อเกษตรกรและประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถวางแผนการใช้น้ำและเตรียมรับมือได้ล่วงหน้า