ข้าว คือพืชเศรษฐกิจหลักที่เป็นรากฐานความมั่นคงทางอาหารและระบบเศรษฐกิจภาคการเกษตรของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ทว่าในอดีตจนถึงปัจจุบัน “ชาวนาไทย” ซึ่งเป็นผู้ผลิตและเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนรายได้จากการส่งออก กลับต้องเผชิญกับวงจรปัญหาซ้ำซาก ไม่ว่าจะเป็นการถูกเอารัดเอาเปรียบในห่วงโซ่อุปทาน ขาดอำนาจในการต่อรองราคา และการเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐานจากภาครัฐ

สภาพปัญหาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างทางกฎหมายที่ล้าหลัง เนื่องจากกฎหมายหลักที่ใช้กำกับดูแลกิจการค้าข้าวในปัจจุบันคือ พระราชบัญญัติการค้าข้าว พ.ศ. 2489 ซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 80 ปี บริบททางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีการผลิตได้เปลี่ยนผ่านไปไกลเกินกว่าที่กฎหมายฉบับเดิมจะโอบรับและคุ้มครองชาวนาในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเสนอร่าง พ.ร.บ.ข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. ….” ต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร จึงถือเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปโครงสร้างกฎหมายข้าวครั้งใหญ่ของประเทศ ณัฐชาติ วงศ์ประเสริฐ สส.สุพรรณบุรี พรรคกล้าธรรม (กธ.) มองว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การควบคุมการค้า แต่เปลี่ยนจุดโฟกัสมาที่ “การสร้างความเป็นธรรมและการยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวนาอย่างยั่งยืน” ผ่าน 5 เสาหลักสำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนอนาคตของกระดูกสันหลังของชาติ

หนึ่งในปัญหาเรื้อรังของเกษตรกรไทยคือการทำนาในพื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ สิทธิ์และโอกาสทางกฎหมายจึงถูกจำกัด ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดโดยการขยายนิยามคำว่า “ชาวนา” ให้ครอบคลุมถึงผู้ที่ทำนาบนพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่มีหลักฐานหรือได้รับความเห็นชอบจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่าประกอบอาชีพทำนาจริงต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 3 ฤดูการผลิต มาตรการนี้จะช่วยทลายกำแพงระบบราชการ ทำให้ชาวนากลุ่มเปราะบางสามารถเข้าถึงเงินอุดหนุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และระบบประกันภัยหรือการชดเชยเยียวยาภัยพิบัติจากรัฐได้อย่างเท่าเทียมกับเกษตรกรรายอื่น

ที่ผ่านมา การกำหนดนโยบายข้าวมักเป็นการสั่งการจากบนลงล่าง (Top-down) โดยที่ชาวนาไม่มีส่วนร่วม ร่างกฎหมายนี้จึงกำหนดให้มีการจัดตั้ง คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และล็อกโควตาให้มีตัวแทนเครือข่ายชาวนาหรือองค์กรอาชีพชาวนาอย่างน้อย 4 คน เข้ามาร่วมเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทำหน้าที่สะท้อนความต้องการ ปัญหา และข้อเท็จจริงจากแปลงนาสู่โต๊ะประชุมระดับนโยบายโดยตรง

เพื่อแก้ปัญหากลไกตลาดบิดเบี้ยว ร่างกฎหมายระบุให้โรงสีและผู้ประกอบการค้าข้าวต้องจัดทำหลักฐานการรับซื้อเป็นลายลักษณ์อักษรมอบให้ชาวนาทันที โดยต้องระบุรายละเอียดที่โปร่งใส ได้แก่ ชนิดข้าว, น้ำหนัก, ความชื้น, ราคา ตลอดจนค่าใช้จ่ายที่ถูกหักทอนอย่างชัดเจน พร้อมทั้งกำหนดบทลงโทษทางอาญาและโทษปรับสูงสุด 50,000 บาท แก่ผู้ค้าข้าวที่ร่วมกันผูกขาดตลาดหรือกดราคารับซื้อ ซึ่งถือเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของเกษตรกรจากการถูกโกงตาชั่งหรือการตัดราคาโดยมิชอบ

เมล็ดพันธุ์คือต้นทางของภาพลักษณ์และคุณภาพข้าวไทย กฎหมายฉบับนี้จึงเพิ่มมาตรการควบคุมการจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ได้มาตรฐานหรือมีการปลอมปนเพื่อป้องกันการหลอกลวง (โดยยกเว้นกรณีการแบ่งปันภายในชุมชนตามวิถีพื้นบ้าน) สำหรับผู้ที่ลักลอบจำหน่ายเมล็ดพันธุ์เถื่อนจะได้รับโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มาตรการที่เข้มงวดนี้จะช่วยคัดกรองให้ชาวนาได้เข้าถึงเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นและลดต้นทุนในระยะยาว

การผลักดัน พ.ร.บ.ข้าวและชาวนาแห่งชาติ พ.ศ. … ของพรรคกล้าธรรมและเครือข่ายชาวนาในครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การแก้ไขข้อกฎหมายตามกรอบเวลา หากแต่เป็นการรื้อถอนโครงสร้างความไม่เป็นธรรมที่ฝังรากึกมานานกว่า 8 ทศวรรษ การเปลี่ยนผ่านจากกฎหมายควบคุมการค้า (พ.ร.บ. 2489) ไปสู่กฎหมายที่มุ่งคุ้มครองและพัฒนาตัวบุคคล คือทางออกที่จะช่วยคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสร้างความมั่นคงในอาชีพให้แก่ชาวนาไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม