ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวในเวที EARTH JUMP 2026: A Bridge to Empowered Actions ในหัวข้อ กลยุทธ์ธุรกิจไทยบนความยั่งยืนในยุคเศรษฐกิจโตต่ำ ว่า ประเทศไทยกำลังขับเคลื่อนนโยบายเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการปรับปรุงยุทธศาสตร์การพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำในระยะยาว โดยเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม
สำหรับเป้าหมายระยะสั้นในปี2573 ประเทศไทยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 30-40% แม้ผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2564-2566) จะลดได้ประมาณ 3.5% จากเป้าหมายดัชนีวัดผลที่ 12% แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าทุกภาคส่วน ทั้งพลังงาน ขนส่ง อุตสาหกรรม เกษตร และป่าไม้ เริ่มมีการรับรู้และเตรียมความพร้อม ประเทศไทยมีเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก 47% ในปี 2593 จากปีฐาน 2562 ซึ่งมีความท้าทายมาก กลไกทางนโยบายต้องมีเครื่องมือที่เปลี่ยนจากความสมัครใจไปเป็นการบังคับและสนับสนุนแบบสมบูรณ์
ดร.พิรุณ กล่าวว่า การมีเครื่องมือใหม่เป็นกฎหมายจะช่วยเสริมพลังภาคธุรกิจไทยและประเทศ โดยคำนึงถึงความยืดหยุ่นเพื่อให้เศรษฐกิจไทยสามารถแข่งขันได้ และลดความสูญเสียจากภัยพิบัติของประชาชน การออกแบบกฎหมายคือการชี้วัดความแน่นอนของนโยบาย ประเด็นสำคัญของร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ พ.ร.บ. ลดโลกร้อน คือการเปลี่ยนผ่านจากระบบสมัครใจไปสู่ระบบบังคับและสนับสนุนแบบสมบูรณ์ โดยมีการนำกลไกภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) มาใช้เป็นเครื่องมือในการดีไซน์โครงสร้างธุรกิจและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว เช่น การจัดเก็บภาษีคาร์บอนในน้ำมันและถ่านหิน การออกแบบเน้นความเหมาะสมเพื่อให้เกิดการแชร์ต้นทุนในแต่ละขั้นตอนการผลิต แทนที่จะผลักภาระทั้งหมดไปสู่ผู้บริโภค ตัวอย่างเช่น การเก็บภาษีคาร์บอนในถ่านหินจะช่วยส่งเสริมให้โรงไฟฟ้าประเภทอื่นมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูงกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน ขณะที่ผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าจริงจะอยู่ในระดับที่ต่ำมาก
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้กำลังได้รับการพิจารณาอย่างเข้มข้นโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งมีการตรวจพิจารณาถึง 3 วันต่อสัปดาห์ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อชี้วัดความแน่นอนของนโยบายและช่วยเสริมพลังให้ภาคธุรกิจไทยสามารถแข่งขันได้ในระดับสากล ควบคู่ไปกับการลดความสูญเสียจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ
ทั้งนี้ คาดว่ากฎหมายจะมีผลบังคับใช้สูงสุดภายในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2570 โดยจะมีการร่างกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายลูกควบคู่ไปกับ พ.ร.บ. ฉบับหลัก เพื่อให้ระบบการรายงานการปล่อยก๊าซ การจัดเก็บภาษี และการติดตามตรวจสอบสามารถเริ่มต้นได้ทันทีตามกรอบเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจไม่จำเป็นต้องรอให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้เพียงอย่างเดียว เนื่องจากปัจจุบันกฎระเบียบและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศคู่ค้าต่างประเทศมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งภาคเอกชนไทยส่วนใหญ่ได้เริ่มปรับตัวรองรับความเปลี่ยนแปลงนี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว
ดร.พิรุณ กล่าวเพิ่มเติมว่าหัวใจสำคัญในการยกระดับ SME เปลี่ยนผ่านไปสู่กลไกการลดก๊าซเรือนกระจกประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ ข้อมูล ความรู้ ความสามารถ และแหล่งเงินทุน ซึ่งปัจจุบันสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กำลังเร่งดำเนินการสนับสนุนด้านข้อมูลและงบประมาณช่วยเหลือ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจขนาดใหญ่จำเป็นต้องปรับมุมมองต่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) โดยเฉพาะเรื่องการจัดการคาร์บอนในขอบเขตที่ 3 (Scope 3) ที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญและหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจต้องเปลี่ยนสถานะของ ซัพพลายเออร์ ให้กลายเป็นพันธมิตร เพื่อเตรียมความพร้อมให้ SME สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งในด้านกลไกทางการเงิน มีการบูรณาการร่วมกับสถาบันการเงิน เช่น EXIM Bank, SME Bank และธนาคารกสิกรไทย เพื่อส่งเสริมการลงทุนสีเขียว และลดความเสี่ยงในการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี โดยมีการนำเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลายมาใช้ เช่น การสนับสนุนเงินทุน 10% ของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การค้ำประกันความเสียหายส่วนแรก (First Loss Guarantee) สูงถึง 20% เพื่อสร้างความมั่นใจให้ธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงการใช้เครื่องมือบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน ในการทดสอบความพร้อมของธุรกิจ
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศ เช่น กองทุนจากยุโรปที่ให้งบประมาณ 25 ล้านยูโร เพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านในกลุ่มอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และเหล็กกล้า (Green Steel) รวมถึงการเจรจาความร่วมมือกับประเทศเยอรมนีเพื่อสร้างแนวทางการเปลี่ยนผ่านของประเทศ
“พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะเป็นเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นนักลุงทุนจากต่างประเทศ สำหรับภาคธุรกิจอยากให้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม เพื่อเข้าถึงโอกาสทางการการเงินในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งกรมฯพร้อมให้การสนับสนุน ขณะนี้กลุ่มธุรกิจเหล็ก กลุ่มปูนซีนเมนต์ได้เข้ามาขอคำปรึกษาและคำแนะนำจากกรมฯแล้ว”อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าว



