เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ พลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ โดยระบุว่า วันนี้ผมได้รับเกียรติจากวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เพื่อร่วมเสวนาแก่นักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นที่ 68 ในหัวข้อ “พลวัตทางการเมืองในยุคโลกเปลี่ยนผ่าน” ผมตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะมาเสวนาในหัวข้อดังกล่าวด้วยความตั้งใจที่จะสื่อสารกับบรรดานายทหารที่ดูแลด้านความมั่นคงในมิติต่าง ๆ ตลอดจนข้าราชการ พนักงานส่วนราชการอิสระ นักธุรกิจภาคเอกชน และบุคคลทั่วไป ที่ประกอบเป็นนักศึกษาชุดนี้

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า หัวข้อบรรยายที่ผมเตรียมไปคือ “พลวัตมหาอำนาจกลางกับการจัดระเบียบโลกใหม่ และทางรอดยุทธศาสตร์ความมั่นคงไทย” ผมเสนอว่าภายใต้สิ่งเก่าที่กำลังล่มสลาย (มหาอำนาจเดี่ยวแบบสหรัฐอเมริกา) กับสิ่งใหม่ที่ขึ้นมาท้าทาย (มหาอำนาจใหม่อย่างจีน) ไทยเราจะสร้างทางเลือกของเราเองได้อย่างไร ผมได้ยกตัวอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่เคยพูดว่า “เรากับอเมริกาแม้เราจะเป็นประเทศเล็ก ๆ แต่เราต้องเจรจาให้เกิดประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” ผมคิดว่า ความคิดเช่นนี้มันไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป

เพราะท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนไป มีเหตุการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน สงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐ วิกฤติการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มุมมองต่อความมั่นคงและระเบียบโลกเปลี่ยนไป ความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน อาชญากรรมข้ามชาติ สแกมเซ็นเตอร์ ยาเสพติด และภัยไซเบอร์ ฯลฯ การนิยามว่า “เราเป็นประเทศเล็ก ๆ” นั้น รังแต่จะสร้างความเสียเปรียบในอำนาจการต่อรองของไทยเอง

ผมเห็นว่า ถึงแม้ว่าเราไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ แต่เราก็ไม่ใช่ “ประเทศเล็ก ๆ” อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะดูจากพื้นที่ ยุทธศาสตร์ ขนาดประชากร และเศรษฐกิจ เราจำเป็นต้องมองว่าตัวเองเป็นประเทศขนาดกลาง (Middle State) และมีอำนาจต่อรองในระดับกลาง (Middle Power) ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการเมืองโลก ผมได้ยกตัวอย่างประเทศต่อไปนี้ ตุรกี อินโดนีเซีย บราซิล ซาอุดีอาระเบีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ แต่โลกในปัจจุบันก็ไม่ได้มีเพียงเวทีใหญ่เท่านั้น แต่โลกยังมีเวทีย่อย ๆ ที่จำแนกประเด็นต่าง ๆ ตามความถนัดของแต่ละประเทศ เช่น ความมั่นคง – สหรัฐอเมริกา การค้า – จีน เทคโนโลยี – ญี่ปุ่น เศรษฐกิจสีเขียว – EU เป็นต้น

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อไปว่า ประเทศไทยในอนาคต อีก 10-20 ปี ผมได้คาดการณ์ว่า 1) ระเบียบโลกจะมีหลายศูนย์กลาง มหาอำนาจระดับกลางจะมีบทบาทมากขึ้น 2) ความมั่นคงใหม่จะเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์โดยตรงกับความเร็วในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี 3) การเมืองและเศรษฐกิจสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง เทคโนโลยีจึงไม่ใช่แค่นวัตกรรม แต่หมายถึง “สนามแข่งขันทางอธิปไตย” ด้วย

ดังนั้น สิ่งที่ผมให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งคือการมีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง หรือไม่อย่างน้อยก็เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานผมได้ยกตัวอย่างบราซิล ที่ถือว่าเป็นประเทศขนาดกลางที่ได้จัดวางตัวเองไว้ในความมั่นคงใหม่ คือการร่วมมือกับสวีเดน โดยเฉพาะบริษัท ซาบ (SAAB) ที่ผลิตเครื่องบินรบกริพเพน ปัจจุบันบราซิลจึงไม่ใช่แค่ประเทศที่ซื้ออาวุธหรือเครื่องบินรบเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตด้วย สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกผมได้ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เวลาเราคิดนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องท้องถิ่น เช่น น้ำประปาดื่มได้ ไปจนถึงเทคโนโลยีในการป้องกันประเทศ

อวสานไผ่ลู่ลม นโยบายไผ่ลู่ลม หรือนัยหนึ่งคือนโยบายที่แปรเปลี่ยนไปตามผู้มีอำนาจในยุคสงครามเย็น (ที่เรายืนข้างสหรัฐอเมริกา) เพื่อหวังว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศนั้น ไม่อาจจะเป็นจริงได้ในโลกที่มีมหาอำนาจหลายขั้ว และสหรัฐอเมริกาก็ไม่ใช่มหาอำนาจเดี่ยวอีกต่อไป ฉะนั้น เราต้องเปลี่ยนจากการวางตัวเป็นกลางเชิงรับ สู่เชิงรุกให้มากยิ่งขึ้น การเป็นกลางไม่ใช่การนิ่งเฉย ไม่ใช่การเงียบ หรือไม่มีจุดยืน แต่เราจะไม่ยอมให้ใครดึงไปเป็นเครื่องมือของมหาอำนาจ พร้อม ๆ กับไม่ปิดประตูในการเจรจากับใครโดยไม่จำเป็น

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า ผมได้ยกตัวอย่างคำกล่าวของ Chan Chun Sing รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ ในงาน Shangri-La Dialogue 2026 ตอนหนึ่งว่า “The world has enough troubles. If ASEAN just stays out of trouble, we will distinguish ourselves.” ASEAN should not be pro-U.S. or anti-U.S., nor pro-China or anti-China, but rather firmly “pro-ASEAN” ยุทธศาสตร์สำคัญ ไทยต้องเป็นหลักยึดให้อาเซียน ไม่ใช่เพื่อครอบงำอาเซียน แต่เพื่อไม่ให้อาเซียนถูกครอบงำ ไทยต้องเป็นสะพานเชื่อมให้อาเซียนกับประเทศ Middle Power อื่น กล่าวโดยสรุป โลกในยุคปัจจุบัน การเอาตัวรอดเพียงประเทศเดียวแทบจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ถ้าไทยมีพื้นที่หายใจแต่อาเซียนไม่มีไทยก็จะไม่มีพื้นที่หายใจ

3 เสาหลักยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในโลกใหม่ ต้นแรก ความแข็งแกร่งจากภายใน และการทูตเชิงรุก โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตยและยึดโยงกับประชาชน ทั้งที่มา การเข้าสู่อำนาจ และที่ไป การลงจากอำนากองทัพทันสมัย มืออาชีพ ไม่แทรกแซงทางการเมือง แต่มีประสิทธิภาพสูง มีเทคโนโลยีเป็นของตัวเอง การเป็นกลางเชิงรุก ต้นที่สอง พหุภาคีกลุ่มย่อยและนิเวศโลกใหม่ เชื่อมความมั่นคงและเศรษฐกิจเข้าไว้ด้วยกัน เปลี่ยนจากผู้ซื้อ เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) สร้างบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ต้นที่สาม ขยายพื้นที่เชิงนโยบายและทางเลือกสร้างทางเลือกที่หลากหลาย ไม่ถูกบีบโดยมหาอำนาจ สร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่ยืดหยุ่น เช่น อาหาร พลังงานสะอาด ทางเลือกยิ่งมาก ยิ่งมีเสถียรภาพ

นายณัฐพงษ์ ระบุต่อว่า สุดท้ายนี้ในด้านมิติภูมิรัฐศาสตร์ ผมได้นำเสนอพื้นที่ 14% ของโลก ที่ครอบคลุมเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออก ซึ่งประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง แต่มีประชากรรวมกว่า 4 พันล้านคน หรือครึ่งหนึ่งของโลก เราสามารถทำอะไรได้มากขึ้นจากเดิม ผมยกตัวอย่างสุดท้าย คือ สมาร์ตกริด (Smart Grid) หรือโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ที่เราจะเป็นศูนย์กลางได้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงก็ต้องเริ่มจากการเปิดเสรีพลังงานในภูมิภาค ซึ่งต้องใช้เจตจำนงทางการเมืองในประเทศเป็นพลังขับดัน จากนั้นเราจึงจะสามารถดึงดูดเม็ดเงินมาลงทุนจากทั่วโลก เข้ามาลงทุนเพื่อเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าในภูมิภาค ASEAN ไปสู่พลังงานไฟฟ้าที่ถูก สะอาด และเป็นธรรมโดยมีไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคได้