สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ว่า สำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (อีไอเอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานพยากรณ์ข้อมูลของกระทรวงพลังงานสหรัฐ เผยแพร่รายงานว่า คลังสำรองน้ำมันดิบของกลุ่มประเทศร่ำรวยที่สุดในโลก มีปริมาณเหลือต่ำที่สุด นับตั้งแต่ปี 2546 ตรงกับยุคประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช
อีไอเอคาดการณ์ว่า คลังน้ำมันสำรองทั่วโลกจะลดลงอย่างมากและต่อเนื่องถึง 6.3 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสปัจจุบัน ซึ่งเป็นไตรมาสที่สองของปี ระหว่างเดือน เม.ย.-มิ.ย. และจะลดลงอีก 7.66 ล้านบาร์เรลต่อวันในไตรมาสที่สามของปีนี้ ระหว่างเดือน ก.ค.-ก.ย. ที่จะถึง
วิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นผลจากระบบพลังงานจำเป็นต้องดึงน้ำมันจากคลังสำรองเพื่อการค้าและคลังสำรองฉุกเฉินออกมาใช้ก่อนอย่างมาก เนื่องจากภาวะชะงักงันในช่องแคบฮอร์มุซ
???? June Short-Term Energy Outlook: https://t.co/dKzZooPmRx
— EIA (@EIAgov) June 9, 2026
???? A drop in global #oil demand will limit price increases from Hormuz disruptions.
???? High fuel prices, reduced fuel availability, and government initiatives will curb oil consumption.
???? Reduced demand could limit… pic.twitter.com/AHj6XtRNXn
สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำรองใน 38 ประเทศร่ำรวย ซึ่งเป็นสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2546 หลายประเทศจึงหันไปพึ่งพาน้ำมันจากสหรัฐ มากขึ้น เพื่อทดแทนน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางที่ขาดหายไปในตอนนี้
รายงานของอีไอเอระบุด้วยว่า ยอดส่งออกสุทธิน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของสหรัฐ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 5.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา และมีการคาดการณ์ว่า การส่งออกสุทธิในปีนี้จะเฉลี่ยอยู่ที่ 4.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน.
เครดิตภาพ : REUTERS



