แม้ในปัจจุบันเราจะเห็นภาพประเทศจีนในฐานะผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ยานยนต์ไฟฟ้า และพลังงานสะอาด แต่ลึกลงไปในโครงสร้างเศรษฐกิจภายใน จีนกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่กัดกินการเติบโตอย่างเงียบ ๆ นั่นคือ “ภาวะอุปสงค์ภายในประเทศอ่อนแอ” หรืออาการที่ประชาชนและภาคธุรกิจขาดกำลังซื้อและขาดความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอย จนทำให้เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฝั่งการบริโภคเกิดอาการ “สะดุด” อย่างรุนแรง


ภาวะอุปสงค์อ่อนแอของจีนไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นผลลัพธ์ที่ตกค้างมาจากวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี อสังหาริมทรัพย์เคยเป็นสินทรัพย์หลักที่กักเก็บความมั่งคั่งของครอบครัวชาวจีนสูงถึงเกือบ 70% เมื่อมูลค่าบ้านและที่ดินลดลง สิ่งที่ตามมาคือ “เอฟเฟกต์ความมั่งคั่งที่ลดลง”

ชาวจีนจำนวนมากรู้สึกว่าตัวเอง “จนลง” แม้ว่าจะมีรายได้เท่าเดิม ส่งผลให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยจับจ่ายใช้สอยอย่างคึกคัก กลับกลายเป็นการประหยัดมัธยัสถ์ และเก็บออมเงินสดไว้เพื่อความปลอดภัยแทน


นอกจากเรื่องของสินทรัพย์แล้ว ปัญหาในตลาดแรงงานก็เป็นตัวเร่งให้ความต้องการซื้อหดตัวลง โดยเฉพาะปัญหาการว่างงานในกลุ่มคนรุ่นใหม่และการปรับลดโบนัสในภาคเอกชน รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัปและเทคโนโลยีที่เคยเป็นแหล่งสร้างรายได้สูง

เมื่อเผชิญกับความไม่แน่นอนในหน้าที่การงาน ผู้บริโภคยุคใหม่ของจีนจึงเลือกที่จะชะลอการตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใหญ่ เช่น รถยนต์ บ้าน หรือการท่องเที่ยวต่างประเทศ แล้วหันไปพึ่งพาการบริโภคแบบเน้นความคุ้มค่าสูงสุด หรือที่เรียกกันว่ายุค “การลดระดับการบริโภค” ( Consumption Downgrading )


ความน่ากลัวของอุปสงค์ที่อ่อนแอคือมันกำลังสวนทางกับฝั่งอุปทานอย่างสุดขั้ว ขณะที่โรงงานในจีนยังคงผลิตสินค้าออกมาเป็นจำนวนมากด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่เมื่อคนในประเทศไม่ซื้อ สินค้าเหล่านั้นจึงกลายเป็น “กำลังการผลิตส่วนเกิน” ที่ต้องระบายออกไปยังตลาดโลก จนกลายเป็นข้อพิพาททางการค้ากับหลาย ๆ ประเทศ


นอกจากนี้ ในขณะเดียวกัน การที่สินค้าล้นตลาดแต่คนไม่มีกำลังซื้อ ยังทำให้จีนต้องเผชิญกับความเสี่ยงของ “ภาวะเงินฝืด” ซึ่งหากปล่อยไว้ระยะยาว จะยิ่งทำให้ค่านิยมการชะลอการซื้อฝังลึก เพราะผู้บริโภคจะรอให้ราคาสินค้าลดลงเรื่อย ๆ


รัฐบาลปักกิ่งตระหนักดีถึงปัญหานี้และพยายามออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น แคมเปญ “เทรด-อิน” ( Trade-In ) ที่สนับสนุนให้ประชาชนนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือรถยนต์เก่ามาแลกซื้อใหม่โดยให้เงินอุดหนุน รวมถึงการผ่อนคลายเกณฑ์การซื้อบ้าน


อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า มาตรการเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะฟื้นความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน ตราบใดที่ระบบสวัสดิการสังคม การแพทย์ และบำนาญของจีนยังไม่สามารถสร้างความอุ่นใจให้กับประชาชนได้ในระยะยาว ชาวจีนก็ยังคงเลือกที่จะ “ออมเงิน” มากกว่า “ออกไปใช้เงิน”


สถานการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนว่า เสน่ห์ของจีนในฐานะ “ตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดในโลก” กำลังถูกท้าทายอย่างหนัก การที่จีนจะก้าวข้ามผ่านวิกฤตินี้ไปได้ ไม่ใช่เรื่องของการสร้างโรงงานให้มากขึ้นหรือผลิตสินค้าให้เร็วขึ้น แต่คือการเรียกความเชื่อมั่น คืนเงินในกระเป๋า และสร้างความมั่นคงให้แก่ประชาชน เพื่อให้การบริโภคกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจจีนอีกครั้ง แทนการพึ่งพาการลงทุนและการส่งออกเป็นหลัก.


ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES