เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 16 ก.ค. ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาธุรกิจสหภาพยุโรป-อาเซียน (EU-ASEAN Business Council: EU-ABC) และสมาคมการค้ายูโรเปียนเพื่อธุรกิจและการพาณิชย์ (European Association for Business and Commerce: EABC) นำคณะผู้แทนกลุ่มธุรกิจจากสหภาพยุโรป เข้าเยี่ยมคารวะ

นายอนุทิน เปิดเผยว่า กลุ่มนักธุรกิจอียูได้เข้ามาแสดงความมั่นใจต่อประเทศไทย พร้อมชื่นชมการทำงานของรัฐบาลที่รับฟังความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการหารือในวันนี้เป็นการต่อยอดเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุน การท่องเที่ยว และการใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตสินค้า นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้ขอความร่วมมือในการเร่งรัดการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย-อียู ในช่วงโค้งสุดท้าย เพื่อให้สามารถปิดดีลให้สำเร็จภายในสิ้นปี 2569 นี้

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า สาเหตุที่การเจรจาในช่วงที่ผ่านมามีความล่าช้า เนื่องจากเป็นช่วงสุดท้ายที่ต่างฝ่ายต่างต้องหาทางออกในข้อแตกต่างที่ยังห่างกันมาก แต่หากสามารถบรรลุมูลค่าการค้าของทั้งสองฝ่ายจะเติบโตขึ้นหลายเท่าตัว โดยสินค้าไทยจะสามารถส่งออกไปสนับสนุนการผลิตของยุโรปได้โดยไม่มีกำแพงภาษีมาเป็นอุปสรรค อย่างไรก็ตาม ในส่วนของประเด็นเรื่องวัตถุดิบและสินค้าภาคการเกษตรนั้น รัฐบาลไทยยังคงยึดหลักการเจรจาแบบ “บัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่น” เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุด

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการขอแรงหนุนเพื่อผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) นายอนุทิน กล่าวว่า เรื่องนี้ได้รับการหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในทุกเวที ไม่ว่าจะเดินทางไปเยือนประเทศใด หรือมีผู้นำต่างประเทศมาเยือน ซึ่งผู้นำทุกประเทศทั้งในเอเชียและยุโรปต่างให้คำยืนยันพร้อมสนับสนุนไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิก ซึ่งถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยต่อยอดไปสู่สิทธิประโยชน์อื่นๆ เช่น FTA Plus หรือ Thailand FastPass ทั้งนี้ รัฐบาลจะเดินหน้าส่งข้อมูลและดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายภายในปี 2571

ส่วนกรณีที่มีกระแสความกังวลว่า ปัญหาการทุจริตสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่นเมื่อปี 2568 จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์จนทำให้ไทยไม่สามารถเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกของ OECD ได้นั้น นายกรัฐมนตรี ยืนยันหนักแน่นว่า เป็นคนละเรื่องกัน

“การเข้าเป็นภาคีสมาชิกของ OECD ต้องพูดถึงหลักธรรมาภิบาลและหลักการตรวจสอบ ซึ่งเราไม่สามารถไปห้ามสิ่งที่จะเกิดการโกงแบบครบวงจรได้ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว เรามีระบบที่จะไปดักจับได้ และดำเนินคดีให้เร็วที่สุด อย่างกรณีทุจริตการสอบข้าราชการท้องถิ่นที่ผ่านมา ก็มีการจับกุมและถูกดำเนินคดี ซึ่งกระบวนการต่างๆ ยังคงเดินหน้าต่อไป” นายอนุทิน กล่าว