ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐใช้งบประมาณจำนวนมากในการสนับสนุนสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้รับการจัดสรรงบผ่านกองทุนพัฒนาสหกรณ์กว่า 3,745 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เสริมสภาพคล่อง และยกระดับศักยภาพของสหกรณ์ทั่วประเทศ
แต่คำถามสำคัญคือ เงินจำนวนมหาศาลนี้ไปถึงเกษตรกรตัวจริงมากน้อยเพียงใด
แม้ข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์ระบุว่า เงินดังกล่าวจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจให้สหกรณ์ ลดต้นทุนการผลิต และสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน แต่ในทางปฏิบัติยังมีคำถามจากหลายฝ่ายว่า เกษตรกรรายย่อยจำนวนมากยังคงประสบปัญหาหนี้สิน ขาดสภาพคล่อง และไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างทั่วถึง
อีกทั้งยังมีข้อสังเกตว่า เงินส่วนหนึ่งอาจกระจุกตัวอยู่ในสหกรณ์ขนาดใหญ่ ขณะที่สหกรณ์ขนาดเล็กและเกษตรกรฐานรากยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงแหล่งทุนและองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ
การประเมินความสำเร็จของโครงการไม่ควรวัดเพียงตัวเลขการปล่อยกู้หรือวงเงินที่อนุมัติ แต่ต้องตอบให้ได้ว่า
รายได้เกษตรกรเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่??
หนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ลดลงหรือไม่??
เกษตรกรรายย่อยเข้าถึงเงินทุนมากขึ้นเพียงใด??
เงินที่ลงไปสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในชุมชนได้จริงหรือไม่
ในช่วงที่ภาคเกษตรกำลังเผชิญความผันผวนจากราคาสินค้า ภัยแล้ง และการแข่งขันทางการค้า งบประมาณกว่า 3.7 พันล้านบาท จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขบนหน้ากระดาษ แต่เป็นความหวังของเกษตรกรจำนวนมาก
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การทำให้ทุกบาททุกสตางค์สามารถลงไปถึงเกษตรกรตัวจริง เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และไม่เป็นเพียง “เงินหมุนอยู่ในระบบ” เท่านั้น



