เมื่อวันที่ 25 ก.ค.69 นายชัชวาล เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด สัมภาษณ์หลังได้เข้าร่วมสังเกตการณ์และกำชับกรรมการประจำหน่วย ก่อนถึงวันเลือกตั้งในวันพรุ่งนี้ (26 ก.ค.) ว่า พรุ่งนี้เป็นวันสำคัญที่เราต้องมาเลือกนายก อบจ. ซึ่งผู้มีสิทธิ์ทั้งหมดประมาณ 1,060,000 คน ตั้งเป้าผู้มาใช้สิทธิ์ประมาณ 60% ดูจากค่าเฉลี่ยที่มาเลือกตั้งในทุกสนาม สำหรับการดำเนินการแบ่งออกเป็น 2  ส่วน คือส่วนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่โดยตรง ในการดูแลความสงบเรียบร้อย โดยตนได้สั่งการให้ รองผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงทุกภาคส่วน ร่วมกันรักษาความสงบเรียบร้อย   และอีกส่วนส่งเจ้าหน้าที่ไปสนับสนุนงานของ กกต. ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้งเป็นของจังหวัดบางส่วน  เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฝ่ายปกครอง   ซึ่งแต่ละคนก็มีความเชี่ยวชาญในด้านการเลือกตั้ง โดยกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายของ กกต.  รวมถึงกรณีที่ต้องตัดสินใจหรือต้องใช้ดุลยพินิจ หากไม่มีความมั่นใจให้สอบถามกับทาง กกต.โดยตรง   เนื่องจากไม่อยากให้ใช้ดุลยพินิจที่ไม่สมเหตุสมผล 

ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ยังกล่าวอีกว่า อยากให้ประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 1 ล้าน 6 หมื่นคน  ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ตั้งแต่เวลา 8.00 น. ขอให้สละเวลาคนละ 5-  10 นาที เพื่อจะได้มาเลือกคนที่ดีที่สุดคนที่พวกเรายอมรับเข้ามาบริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัด  ซึ่งตนเชื่อมั่นว่าหากท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง ซึ่ง อบจ. ถือเป็นพี่ใหญ่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถ้าหากได้คนดี  มีคุณภาพ และได้การยอมรับจากประชาชน ตนเชื่อว่าในภาวะเช่นนี้การพัฒนาจังหวัดร้อยเอ็ด จะเติบโตไปได้ทัดเทียมกับจังหวัดอื่น 

ส่วนได้มีการวางแผนรับมือกับสภาพอากาศอย่างไรบ้าง นายชัชวาลย์ กล่าวว่า เท่าที่ดูคาดว่าฝนจะตกในช่วงบ่ายถึงเย็น ซึ่งฝนไม่ตกชุกผลกระทบค่อนข้างน้อย ดังนั้น ถ้าออกมาใช้สิทธิ์ตั้งแต่ช่วงเช้าถึงช่วงบ่าย คิดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่หากมาช่วงเย็น  อาจจะมีการคาบเกี่ยวบ้าง ขณะที่ในส่วนของเจ้าหน้าที่นั้น เราไม่ประมาท   ซึ่งทาง กกต. ได้พิจารณาสถานที่จัดเลือกตั้งที่ไม่ได้รับผลกระทบจากฝนฟ้าอากาศ ส่วนเรื่องลม เราพยายามจัดหน่วยให้อยู่ภายในอาคารดังนั้น ดังนั้น จึงไม่มีอะไรที่น่าเป็นห่วง

นางพรรณวิภา สังฆทิพย์ ผู้อำนวยการเลือกตั้งประจำจังหวัดร้อยเอ็ด ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า จำนวนเจ้าที่กรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (จนท.กปน.) รวมทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยที่อยู่ในบริเวณหน่วยเลือกตั้งทั้งจังหวัด มีจำนวน 22,000 คน จาก 2539 หน่วย ซึ่งยังไม่รวมเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอในการช่วยเหลือประสานงาน ทั้ง อนุกรรมการประจำอำเภอ ซึ่งจะมีอำเภอละ 5 คน รวมทั้งจังหวัด มีจำนวน 100 คน และยังไม่รวมผู้ช่วยเหลือในด้านต่างๆ รวมทั้งสิ้น เกือบ 1,000 คน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือการจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้

เมื่อถามว่า ปัจจุบันยังมีเต้นท์หรือคูหาเลือกตั้ง ที่อยู่ภายนอกอาคารมีจำนวนเท่าใด นางพรรณวิภา เผยว่า ปัจจุบันก็ยังมีอยู่ แต่มีปริมาณน้อย เพียง 2% ของหน่วยเลือกตั้ง เนื่องจากหน่วยเลือกตั้งในพื้นที่ต่างจังหวัด เราจะมีศาลาประชาคมประจำหมู่บ้านอยู่แล้ว ส่วนที่ยังมีเต็นท์ในบางพื้นที่ เนื่องจากบางหมู่บ้านยังไม่มีงบประมาณในการสร้างศาลาประชาคม แต่เรากำชับว่า ต้องดำเนินการทำให้เต็นท์มีความมั่นคง ยืนยันว่า บางหมู่บ้านไม่มีพื้นที่จริงๆในการสร้างศาลาประชาคม และบางพื้นที่ไม่มีวัดที่อยู่ในหมู่บ้าน จึงมีความจำเป็นที่ยังใช้เต้นท์อยู่ ทั้งนี้ การเลือกตั้งที่ผ่านมา ปริมาณคูหาที่ใช้เต้นท์ลดลงเป็นอย่างมาก เพราะทางจังหวัดได้สนับสนุนงบประมาณในการจัดทำศาลาประชาคม และเราใช้ศาลาในจุดนั้นมาเป็นหน่วยเลือกตั้งเป็นอย่างดี

เมื่อถามถึงเรื่องร้องเรียนว่า ปัจจุบันมีร้องเรียนเข้ามาแล้วกี่เรื่องที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งในครั้งนี้ นางพรรณวิภา กล่าวว่า ปัจจุบันมีเรื่องร้องเรียนเข้ามาเพียง 1 เรื่อง ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนกระบวนการตามระเบียบ สืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัยชี้ขาด แต่อยู่ในช่วงระยะเวลา 20 วันที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย และยังขยายเวลาได้อีก 2 ครั้ง ครั้งละ 15 วัน ย้ำว่า ขณะนี้กำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมและให้ได้ข้อมูลที่ประกอบการวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้ได้มากที่สุด ยืนยันว่า เราดำเนินการอย่างเต็มที่

เมื่อถามว่า ภายหลังจากปิดการลงคะแนน จะรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการได้เมื่อใด นางพรรณวิภา กล่าวว่า ช่วงเวลาที่รายงานผลการลงคะแนน จะมีการรายงานจากหน่วยเลือกตั้ง ไปยังที่ว่าการอำเภอ ซึ่งจะเป็นจุดรวมคะแนนระดับอำเภอ โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยคีย์ข้อมูลหรือคะแนนระดับอำเภอลงในระบบ ส่วนโปรแกรมลงคะแนนจะทำโดยเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด ทั้งทำโปรแกรมด้วยตนเอง และจะคีย์ข้อมูลเข้าสู่ระบบ โดยเน้นย้ำเรื่องการตรวจสอบข้อผิดพลาด ทั้งจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ จำนวนบัตรเลือกตั้ง และจำนวนผลคะแนนให้ละเอียดมากที่สุดก่อนจะเผยแพร่ข้อมูลไปสู่ประชาชน ดังนั้น คาดหวังว่าจะรายงานผลอย่างไม่เป็นทางการได้ไม่เกิน 22:00น.

สำหรับข้อเน้นย้ำของผู้สมัครและประชาชนที่มาใช้สิทธิ์ออกเสียง นางพรรณวิภา ระบุว่า ในส่วนของผู้สมัครรับเลือกตั้ง ขณะนี้ยังเหลือเวลาหาเสียงอยู่ จนถึงเวลา 18:00น. เท่านี้ และกำชับว่า เมื่อถึงเวลา 18.00น. ผู้สมัครทุกคนต้องหยุดการหาเสียง ทั้ง การโพสต์หาเสียงผ่านทางโซเชียลมีเดีย และต้องไม่สร้างคะแนนนิยมใดๆหลังจากหมดเวลา ส่วนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง ต้องตรวจสอบข้อมูลว่าจะต้องไปใช้สิทธิ์ที่หน่วยเลือกตั้งใด รวมถึงตรวจสอบข้อมูลลำดับการใช้สิทธิ์ให้ถูกต้อง และต้องเตรียมเอกสาร บัตรประชาชน หรือบัตรที่หน่วยงานราชการออกให้   ซึ่งจำเป็นต้องมีเลข 13 หลัก รวมทั้งสามารถใช้แอพพลิเคชั่น Thai ID ได้ นอกจากนี้ ทุกอำเภอเปิดให้บริการทำบัตรประชาชนแก่ประชาชน ไม่เว้นแต่วันหยุดราชการ ย้ำว่าเราอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่    และเมื่อเดินทางไปหน่อยเลือกตั้งทางกรรมการประจำหน่วยจะอำนวยความสะดวกให้ทุกคนเข้าถึงการใช้สิทธิ์ อย่างสะดวกมากที่สุด ทั้งผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้ทุพลภาพ

เมื่อถามว่า ได้กำชับกรรมการประจำหน่วยกรณีที่ตรวจพบบัตรเลือกตั้งเกิดความเสียหายด้วยหรือไม่   นางพรรณวิภา กล่าวว่า การกำกับดูแลบัตรเลือกตั้งไม่ให้เกิดการทุจริต    เราจะใช้วิธีการประทับตราบัตรเลือกตั้งโดยใช้ตราประทับที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด    ที่กำหนดรูปแบบตราประทับที่เป็นความลับ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดร้อยเอ็ด ถูกแต่งตั้งขึ้น เพื่อดำเนินการประทับตราบัตรเลือกตั้งทั้งหมด จำนวน 1,080,000 ฉบับ (รวมบัตรสำรอง)   ขณะที่ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง มีจำนวน 1,060,000 คน    ซึ่งใช้เวลาประทับตรา รวม 3 วัน     ยืนยันว่า ใช้มือในการประทับตราทั้งหมด    ฉะนั้นคาดการณ์ว่าการรับมอบวัสดุอุปกรณ์อาจมีบัตรเลือกตั้งบางใบ ที่หลุดการประทับตรา    เนื่องจากเจ้าหน้าที่อาจเปิดข้ามใบ หรือ อาจทำตราประทับหล่นจากมือ ทำให้ไปโดนบัตรเลือกตั้งจนเกิดความเทียหาย

ดังนั้น บัตรเลือกตั้งใดที่มีตำหนิหรือไม่ได้ประทับตรา เราได้กำชับกรรมการประจำหน่วย ให้บัตรที่เกิดความเสียหาย สามารถพับและเปิดข้ามไปใช้ใบถัดไปได้ และต้องบันทึกในสมุดรายงานเหตุการณ์ประจำหน่วยว่าบัตรเล่มที่เท่าใด เลขที่ใด เกิดปัญหาและเหตุใดจึงไม่ใช้ จากนั้นจะนับเป็นบัตรเหลือเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาช่วงวินิจฉัยบัตรเลือกตั้ง หรือมีการทักท้วงเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม บัตรเลือกตั้งที่ถูกเปิดข้าม เรายังมีบัตรสำรองเหลือพอที่จะให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกคนได้ใช้สิทธิออกเสียง