เมื่อวันที่ 25 ก.ค. นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า สหรัฐอเมริกาประกาศเก็บภาษีประเทศไทยที่ 12.5% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดในข้อกล่าวหาแรงงานภาคบังคับ ซึ่งไทยถูกกำหนดอัตราภาษีที่ 12.5% เท่ากับจีนและเวียดนาม ขณะที่มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ถูกจัดเก็บในอัตรา 10% ซึ่งจะส่งผลให้ความสามารถแข่งขันของไทยลดลง กระทบการส่งออก และการลงทุนของไทยด้วย เพราะอัตราภาษีที่ต่างกันจะเป็นแรงจูงใจที่จะตัดสินใจว่าจะลงทุนประเทศไหน
นายพิชัย กล่าวอีกว่า แม้การส่งออกในเดือนมิ.ย. จะขยายได้สูงถึง 20.74% แต่การนำเข้าของไทยในเดือน มิ.ย. เพียงแค่ 50.28% ทำให้ครึ่งปีแรกประเทศไทยขาดดุลการค้าสูงมากถึง 1.1 ล้านบาท และกว่าจะถึงสิ้นปี 69 การขาดดุลการค้าอาจจะยิ่งพุ่งสูงกว่านี้ ซึ่งจะเป็นการขาดดุลการค้าที่สูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ และจะมีผลกระทบอย่างมากต่อจีดีพี อีกทั้งประเทศไทยจะประสบปัญหากับการขาดดุลแฝด ที่ขาดดุลทั้งงบประมาณและขาดดุลการค้า ซึ่งเป็นสัญญาณทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่
ในขณะที่ 6 เดือนแรกปี 69 ไทยได้ดุลการค้ากับสหรัฐ 33,038.20 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ ไทยขาดดุลการค้าให้จีนถึง 46,222.88 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯเก็บภาษีไทยในอัตราที่สูง และอาจโดนเพิ่มภาษีอีกได้ ถ้าสหรัฐฯเห็นว่าไทยทำ Transshipment กับ Circumvention ให้กับจีน คือ การนำสินค้าจีนมาหลบเลี่ยงส่งต่อไปสหรัฐฯ ซึ่งจากตัวเลขที่เห็นไทยปฏิเสธได้ยากมาก สมัยนั้นตนได้เข้มงวดในการแก้ไขเรื่องนี้ และจะต้องเร่งแก้ไข ไม่เช่นนั้นอาจมีปัญหาเพิ่มขึ้นอีกได้ ไทยอาจโดนสหรัฐฯเรียกเก็บภาษีในอัตราที่เพิ่มอีกจากเรื่องนี้ได้
นายพิชัย กล่าวต่อว่า ไทยต้องเร่งเจรจาแก้ไขปัญหากับสหรัฐฯโดยด่วน ซึ่งหากจำกันได้ตนได้เตือนหลายครั้งให้รัฐบาลเร่งเจรจากับสหรัฐฯในมาตรา 301 นี้ แต่เพิ่งเห็น นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ เพิ่งไปพบกับ USTR Jamieson Greer เมื่อเดือน พ.ค. โดยเป็นการพบแบบสั้นๆ และเพิ่งไปเจรจากันเดือนมิ.ย. และเป็นการเจรจากับ รอง USTR Rick Switzer ซึ่งเป็นสัญญาณที่ผิดปกติ และต้องระวังแต่แรกแล้ว สุดท้ายก็เป็นไปตามที่ได้แสดงความกังวลไว้ล่วงหน้าแล้ว
จากประสบการณ์ที่เจรจาการค้ากับต่างประเทศ และเป็นคนแรกที่ได้ติดต่อกับ USTR Jamieson Greer โดยตรง ตั้งแต่ก่อนที่เขาจะรับตำแหน่ง ทำให้เห็นความผิดปกติในการเจรจานี้แต่แรก ซึ่งไทยต้องเร่งหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน อีกทั้งหากจำได้ตนได้เคยเตือนนางศุภจีแล้วเรื่องการมีคอนเทนท์ว่าสามารถบังคับสหรัฐฯได้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังต้องเกรงใจ ซึ่งไม่เป็นความจริง และทางสหรัฐฯได้เคยแจ้งความไม่พอใจมาที่ตนในเรื่องนี้ด้วย
นายพิชัย กล่าวว่า มีความเชื่อมั่นว่า นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ จะช่วยได้อย่างมาก เพราะสมัยนั้นตนและนายวุฒิไกร ได้ร่วมกันเจรจากับ Katherine Tai อดีต USTR สมัยประธานาธิบดีไบเดน ให้ประเทศไทยหลุดจากมาตรา 301 แล้ว อีกทั้งการเจรจา Tariff กับ USTR รอบที่แล้วที่ไทยได้ 19% ต่ำเท่ากับประเทศอื่น นายวุฒิไกรเป็นกำลังหลักในการเจรจารายละเอียดกับ USTR ดังนั้นนายวุฒิไกรจจะเป็นบุคคลสำคัญในการแก้ไขเรื่องนี้เพราะมีประสบการณ์หลายครั้ง รวมถึง น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ การต้องเร่งเจรจาเขตการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศจะต้องทำไปพร้อมกัน โดยเฉพาะ FTA ระหว่าง ไทย-อียู ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย เพิ่งไปพบกลุ่มนักธุรกิจของอียู และต้องการเร่งให้จบ ซึ่งควรจบตั้งแต่ปลายปี 68 แล้วตามที่ได้ตกลงกัน แต่นางศุภจีเพิ่งได้พบกับ Maros Sejkovic, EU Commissioner on Trade ในเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทั้งที่ควรพบกันเร็วกว่านี้ ซึ่งจะมีการเจรจารอบที่ 10 ในปลายเดือน ก.ย. จึงอยากขอเตือนจากประสบการณ์ที่เจรจา FTA ระหว่าง ไทย-EFTA (สวิตเซอร์แลนด์, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์, ลิคเตนสไตน์) ว่าการเจรจาก่อนจะปิดดีลได้จะยากมาก เพราะเรื่องยากๆที่ยังตกลงกันไม่ได้ เขาจะเก็บไว้เจรจาช่วงหลัง ดังนั้น นางศุภจีต้องลงมาเจรจาเองถ้าอยากให้สำเร็จ และหวังว่าจะเจรจาปิดดีลได้ภายในสิ้นปี 69 นี้
หากจำกันได้ ตั้งแต่แรกตนได้เคยเตือน และแนะนำ กำหนด KPI ไว้ให้ 4 เรื่อง แต่ทั้ง 4 เรื่องยังเป็นปัญหาหมด คือ
1.เรื่องราคาสินค้าเกษตรที่ปัจจุบันสินค้าเกษตรหลายชนิดราคาตกต่ำอย่างมาก เกษตรกรได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือกันมาก
2.เรื่องการเจรจาการค้า ซึ่งการเจรจา FTA ไทย – อียู ที่ควรต้องเสร็จแล้ว แต่ยังไม่เสร็จ อีกทั้งการเจรจาภาษีกับสหรัฐเป็นปัญหาหนักอย่างมาก และจะต้องเร่งแก้ไข
3.การแก้ปัญหาสินค้าด้อยคุณภาพทะลักเข้าไทย และ ปัญหานอมินี ซึ่งกลับเป็นปัญหาเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน
4.การรักษาระดับการส่งออกที่ปี 68 ทั้งปีขยายได้ 12.9% และไทยแทบไม่มีปัญหาการขาดดุลการค้า ในปีนี้แม้จะรักษาการระดับการขยายตัวของการส่งออกได้ แต่ปัญหาการขาดดุลการค้ากลับหนักยิ่งกว่าเพราะการนำเข้าพุ่งสูงทำให้ไทยขาดดุลการค้าอย่างมโหฬาร เพียง 6 เดือน กว่า 1.1 ล้านล้านบาทแล้ว ซึ่งต้องเร่งแก้ไขเจรจาให้ลดช่องว่างการขาดดุลกับประเทศจีนอย่างเร่งด่วน
“ขอให้กำลังใจให้นางศุภจีเร่งแก้ไขและทำงานได้สำเร็จเพราะความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชน รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ล้วนขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการบริหารงานด้านการค้าและเศรษฐกิจของกระทรวงพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ” นายพิชัย กล่าว



