วันที่ 25 ก.ค. สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดการอบรมความรู้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจระดับสูง (พศส.) ปี 2569 หัวข้อ “โอกาส-ทางรอด ยุคเศรษฐกิจผันผวน ท่ามกลางความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์โลก” โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ฉายภาพทิศทางเศรษฐกิจไทย
เริ่มต้นจากการเปรียบเทียบโครงสร้างเศรษฐกิจไทยเป็นเหมือนเครื่องบินที่บินเอียง มาตลอด 30 ปี เนื่องจากการพึ่งพาการส่งออกสูงถึง 70% ของจีดีพี พร้อมแนะแนวทางฟื้นฟูด้วยการปรับโครงสร้างการลงทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวและดิจิทัล เพื่อยกระดับศักยภาพการเติบโตจาก 2.7% สู่ 3% พลัส
นายเอกนิติ กล่าวว่า เครื่องยนต์หลักอย่างการส่งออกมีขนาดใหญ่เกินไป ทำให้เมื่อเศรษฐกิจโลกแย่ ไทยจะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงทันที ขณะที่เครื่องยนต์ด้านการลงทุนในประเทศอ่อนแอลงเหลือเพียง 17% ของจีดีพี
“วันนี้เครื่องบินไทย ถ้าเราวิเคราะห์ดี ๆ เครื่องยนต์เราบินเอียงมาตลอดในช่วง 30 ปีหลัง เพราะเราบินด้วยเครื่องยนต์ส่งออก เมื่อไหร่โลกดีเราก็ดีไปด้วย เมื่อไหร่โลกแย่เราก็แย่ไปด้วย”
นอกจากนี้ ยังเตือนถึงน้ำมันเครื่องบิน หรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความเสี่ยงใหม่ที่ไม่เหมือนวิกฤตปี 2540 โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อจากการนำเข้าพลังงาน และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่สูงถึง 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 600,000 ล้านบาท ภายในเวลาเพียง 2 เดือน (เดือน เม.ย.-พ.ค.69)
ขณะเดียวกัน ได้เห็นโอกาสครั้งใหญ่จากการย้ายฐานการผลิต เช่นเดียวกับช่วงปี 1980 โดยปัจจุบันมีอุตสาหกรรมไฮเทคย้ายเข้ามาในไทยมากขึ้น เช่น การผลิตอุปกรณ์ส่งข้อมูลด้วยแสง (Optical Transceiver) ในสระบุรีและอยุธยา อุตสาหกรรมชิปสำหรับ Data Center และอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก
อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับการลงทุนเหล่านี้ รัฐบาลได้ผลักดันนโยบาย Direct PPA หรือการปลดล็อกให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าสะอาดได้โดยตรง ซึ่งเป็นปัจจัยตัดสินใจสำคัญของนักลงทุนระดับโลกกว่า 80-90%
“โลกปัจจุบันความมั่นคงจะเป็นเงื่อนไขสำคัญของเศรษฐกิจ (Security First) วันนี้เกิดการย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ ทุกคนต้องการที่ปลอดภัย”
นายเอกนิติ กล่าวว่า มีความกังวลต่อโครงสร้างประชากรไทยที่เข้าสู่สังคมสูงวัยในอัตราเร่งที่เร็วกว่าญี่ปุ่น โดยสัดส่วนคนอายุเกิน 60 ปีจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่อัตราการเกิดต่ำลง จึงเสนอโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมโยงทักษะแรงงานให้ตรงกับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น อุตสาหกรรมชิปที่ให้เงินเดือนเริ่มต้นถึง 30,000 บาท
“ในปี 69 คนไทย 100 คน มี 20% อายุเกิน 60 ปี หรือในวัยเกษียณ เช่น คนญี่ปุ่น ยังทำอาชีพ พนักงานต้อนรับในโรงแรม หรือร้านสะดวกซื้อ ไทยจะทำอย่างไรให้คนเหล่านี้กลับมามีงานทำ เรื่องนี้ได้คุยกับนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องคนไทยเรียนป.ตรีแต่ไม่ตรงความสามารถ สิ่งสำคัญทำโครงการ Skill Bridge สะพานเชื่อมทักษะ คนไทยอยากเรียนอะไรให้ตรงทักษะ ทำอย่างไรให้คนไทยมีรายดี เกิดการจ้างงาน“
สำหรับการขับเคลื่อนนโยบาย นายเอกนิติ กล่าวเปรียบการบริหารเศรษฐกิจเหมือนทีมฟุตบอล โดยมีภาคเอกชนเป็น “กองหน้า” รัฐบาลเป็น “กองกลาง” ที่คอยจ่ายบอลผ่านการปลดล็อกกฎระเบียบ (Thailand Fast Pass) และมี “กองหลัง” ที่แข็งแกร่งคือวินัยการเงินการคลัง
“นโยบายเศรษฐกิจต้องสร้าง Tomorrow วันนี้ถ้าเราไม่เปลี่ยนผ่านตอนนี้ รออีก 10 ปีไม่มีทางทำได้แล้ว โดยไทยต้องยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจให้สูงขึ้น และตั้งเป้าเข้าสู่การเป็นประเทศรายได้สูง (High Income Country) แม้จะเป็นงานที่ยากและต้องอาศัยความอดทนในการฝึกซ้อมเหมือนนักกีฬา แต่เชื่อว่าหากร่วมมือกัน ไทยจะสามารถคว้าแชมป์ครั้งสุดท้ายนี้ได้สำเร็จ”
นายเอกนิติ กล่าวเน้นย้ำความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว พร้อมระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยกลับมามีความสำคัญในสายตาชาวโลกอีกครั้ง และเป็นจังหวะสำคัญที่จะคว้าโอกาสในกระแสโลกใหม่ผ่านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะพลังงานสะอาดและการปลดล็อกกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
ทั้งนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนผ่านแนวทาง Investment-Led Growth หรือการเติบโตที่นำโดยการลงทุน โดยหนึ่งในเครื่องมือสำคัญคือ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund: TFF) โดยในปีนี้เตรียมนำเงินลงทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท มาใช้ในโครงการต่อยอดทางด่วน และในอนาคตมีแผนจะขยายผลไปสู่โครงการ Smart Grid เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดและไฟฟ้าสะอาด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศที่ทำให้ไทยเผชิญภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด
นอกจากนี้ นายเอกนิติยังได้มอบนโยบายให้กรมสรรพากรนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพื่อคืนภาษีให้แก่ผู้ประกอบการ SME ที่อยู่ในระบบดิจิทัลให้รวดเร็วขึ้นทันที เพื่อช่วยแก้ปัญหาสภาพคล่อง โดยในไตรมาสที่ผ่านมาสามารถคืนภาษีให้ SME ไปแล้วกว่า 80,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันในส่วนของ BOI ยุทธศาสตร์ใหม่จะไม่เน้นเพียงตัวเลขเม็ดเงินลงทุน แต่จะเน้นคุณภาพและการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) ผ่านโครงการ Skill Bridge เพื่อเชื่อมต่อทักษะสมัยใหม่ เช่น AI และเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าให้แก่คนไทย โดยย้ำว่าถ้าอุตสาหกรรมไหนที่คนไทยเก่งขึ้น เราจะกำหนดให้มีการจ้างงานคนไทยในระดับที่สูง เพื่อให้การลงทุนต่างชาติตกถึงมือคนไทยอย่างแท้จริง



