เมื่อวันที่ 6 ส.ค.ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) เดินทางเข้าพบปะ ทักทาย และให้กำลังใจผู้เข้าร่วมการประชุมเชิงปฏิบัติการจัดทำแนวทางการเทียบโอนหลักสูตรการฝึกของทหารกองประจำการเข้าสู่หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2567 ณ โรงแรมบางกอกพาเลซ กรุงเทพมหานคร โดยมี นายนรา เหล่าวิชยา ที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พร้อมด้วยผู้อำนวยการสถาบันการศึกษาทางไกล ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ ผู้แทนจากหน่วยงานกองทัพ และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบจากส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง
การประชุมครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อน โครงการปฏิรูปการศึกษาทหาร ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมการเรียนรู้และกองทัพ เพื่อเปิดโอกาสทางการศึกษาให้แก่ทหารกองประจำการ โดยนำ หลักสูตรส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum) มาใช้แทนหลักสูตรเดิม พ.ศ. 2551 ให้สอดคล้องกับการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการพัฒนาศักยภาพกำลังพล
ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของโครงการนี้เกิดจากการได้เห็นความมุ่งมั่น ความเสียสละ และความกตัญญูของทหารกองประจำการจำนวนมากที่ตั้งใจทำหน้าที่เพื่อประเทศชาติและครอบครัว แต่ยังขาดโอกาสทางการศึกษา หลายคนยังเรียนไม่จบการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงมีความตั้งใจที่จะสร้างโอกาสใหม่ให้กำลังพลเหล่านี้สามารถได้รับวุฒิการศึกษา ควบคู่กับการปฏิบัติหน้าที่รับใช้ชาติ โดยได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากผู้บริหารและคณะนายทหารของกองทัพในการบูรณาการการทำงานร่วมกับ สกร. อย่างเป็นระบบ
สำหรับจุดเด่นของโครงการ “1 ปี 1 วุฒิ” ภายใต้หลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2567 คือการพัฒนาระบบเทียบโอนผลการเรียนรู้ให้มีความยืดหยุ่นและสะท้อนสมรรถนะที่เกิดขึ้นจริง โดยนำ ชั่วโมงการฝึกทหารจำนวน 300 ชั่วโมง มาออกแบบเป็น 3 ก้อนความรู้ย่อย (Micro Competency Modules) เชื่อมโยงกับคุณวุฒิทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ทำให้สามารถนำผลการฝึกจริงมาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตได้อย่างเหมาะสม ลดการเรียนซ้ำซ้อน และช่วยลดระยะเวลาเรียนในห้องเรียนลงได้ถึง 1 ภาคเรียน
นอกจากนี้ โครงการยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ทหารกองประจำการสามารถสำเร็จการศึกษาภายในระยะเวลา 1 ปี ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาการสมัครสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักเรียนนายสิบ หรือหากประสงค์ศึกษาต่อจนสำเร็จระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ก็สามารถรับราชการต่อเพื่อสะสมหน่วยกิตจนสำเร็จการศึกษาได้ สร้างโอกาสในการพัฒนาตนเองและต่อยอดสู่เส้นทางอาชีพในอนาคต
ในด้านการบริหารจัดการข้อมูล สกร. ยังได้ยกระดับการดำเนินงานด้วยการนำระบบทะเบียนกลาง DOLEdemy มาใช้บริหารจัดการข้อมูลผู้เรียน ควบคู่กับการยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaiID และระบบสแกนลายนิ้วมือ เพื่อเพิ่มความถูกต้อง โปร่งใส และลดปัญหาด้านเอกสาร พร้อมยกระดับมาตรฐานการจัดการศึกษาสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ
ปัจจุบันโครงการได้เริ่มดำเนินการนำร่องในพื้นที่หน่วยทหารช่าง จังหวัดราชบุรี รวมถึงพื้นที่นำร่องใน 22 จังหวัด และสถาบันการศึกษาทางไกล 1 แห่ง เพื่อรองรับกำลังพลของกองทัพภาคที่ 1 โดยกรมส่งเสริมการเรียนรู้ตั้งเป้าหมายประกาศใช้หลักสูตร พ.ศ. 2567 ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ร้อยละ 100 ภายในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2570
ทั้งนี้ สกร. และหน่วยงานของกองทัพทั่วประเทศจะร่วมกันจัดเตรียมรายชื่อกำลังพลที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ อำนวยความสะดวกด้านการยืนยันตัวตนผ่านระบบดิจิทัล และจัดครูผู้สอนเข้าไปเติมเต็มองค์ความรู้ในรายวิชาที่จำเป็น เพื่อให้ทหารกองประจำการได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง สามารถนำวุฒิการศึกษาไปต่อยอดการศึกษาหรือประกอบอาชีพหลังปลดประจำการได้อย่างมั่นคง ตอกย้ำเจตนารมณ์ของ สกร. ในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่ม และทำให้ “ทุกพื้นที่คือห้องเรียน ทุกช่วงวัยมีโอกาสพัฒนาตนเองอย่างเท่าเทียม”



