เมื่อวันที่ 18 ส.ค. ผศ.ดร.เชษฐา ทรัพย์เย็น นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช แสดงความคิดเห็นต่อการถกเถียง เกี่ยวกับกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า การตรวจสอบ และตั้งคำถาม ต่อกระบวนการทางการเมือง เป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้ และถือเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคมประชาธิปไตย แต่ในอีกด้านหนึ่ง สิทธิในการตรวจสอบ ต้องดำเนินควบคู่กับ ความรับผิดชอบต่อข้อมูล โดยเฉพาะเมื่อการตั้งคำถามพัฒนา ไปสู่ข้อกล่าวหาต่อบุคคล หรือกลุ่มบุคคลอย่างเฉพาะเจาะจง ในทางวิชาการจำเป็น ต้องแยกให้ชัดระหว่าง ‘ข้อสงสัย-ข้อสันนิษฐาน’ และ’ข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้’ เพราะทั้งสามระดับ มีน้ำหนักแตกต่างกัน การพบความผิดปกติบางประกา รสามารถใช้เป็นจุดเริ่มต้น ของการตรวจสอบเพิ่มเติมได้ แต่ยังไม่ควรถูกนำไปใช้ เป็นข้อสรุปว่า บุคคลใดกระทำผิด จนกว่าจะมีข้อมูล และหลักฐานที่สามารถเชื่อมโยง ข้อกล่าวหานั้นได้อย่างเป็นระบบ
“การตรวจสอบเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่เมื่อกล่าวหาใคร ผู้กล่าวหาก็ต้องรับผิดชอบ ต่อข้อมูลของตัวเอง และต้องสามารถพิสูจน์ ได้ว่าสิ่งที่กล่าวออกไป มีข้อเท็จจริงรองรับ ไม่เช่นนั้นข้อสงสัย อาจถูกทำให้กลายเป็นข้อเท็จจริง ในความรับรู้ของสังคม ทั้งที่ยังไม่ผ่านกระบวนการพิสูจน์ อย่างไรก็ตามวิธีการนี้ ก็มีค่าใช้จ่าย เพราะอีกฝ่ายสามารถฟ้องกลับได้เช่นกัน”ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
ผศ.ดร.เชษฐา กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน ต้องเข้าใจด้วยว่า “สิทธิในการตรวจสอบ” และ “สิทธิในการปกป้องชื่อเสียง” เป็นสิทธิที่ดำรงอยู่ควบคู่กัน เมื่อฝ่ายหนึ่งมีสิทธินำข้อมูลออกมาตรวจสอบ หรือวิพากษ์วิจารณ์ อีกฝ่ายที่ถูกพาดพิง หรือถูกกล่าวหาก็ย่อมมีสิทธิชี้แจง โต้แย้ง รวมถึงใช้สิทธิตามกระบวนการกฎหมาย หากเห็นว่าข้อมูล ที่ถูกเผยแพร่นั้น ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง มีการตัดทอน บิดเบือน หรือทำให้เกิดความเสียหาย ดังนั้น หากมีการฟ้องร้องเกิดขึ้นในภายหลัง ก็ไม่ควรรีบตีความในทันทีว่า เป็นการปิดกั้นการตรวจสอบ ทุกกรณี แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณีว่า สิ่งที่ถูกนำเสนอ เป็นการตรวจสอบโดยสุจริต บนฐานข้อมูล ที่มีเหตุผลรองรับ หรือเป็นการกล่าวหา ที่ก้าวล่วงไปถึงการยืนยันข้อเท็จจริ งโดยไม่มีหลักฐานเพียงพอ เพราะเสรีภาพในการตรวจสอบ ไม่ได้หมายความว่า ผู้ตรวจสอบจะได้รับการยกเว้นจากความรับผิดชอบ ต่อสิ่งที่ตนเองเผยแพร่
“และการที่ฝ่ายหนึ่งกล่าวหา และอีกฝ่ายฟ้องกลับก็ถือเป็นสิทธิ์ ที่ทำได้ และดีเสียด้วย ที่สังคมจะได้เห็นความเป็นจริง ของเรื่องราว ผ่านพยานหลักฐาน และกระบวนการยุติธรรม”ผศ.ดร.เชษฐา กล่าว
สำหรับข้อสังเกตว่า ประเด็นเกี่ยวกับที่มาสว. ไม่ได้รับความสนใจจากสังคม เท่าที่บางฝ่ายคาดหวัง ผศ.ดร.เชษฐา มองว่า ไม่ควรรีบสรุปว่าประชาชนไม่สนใจ การตรวจสอบ แต่ควรย้อนกลับมา พิจารณาคุณภาพ ของข้อมูลด้วยว่า มีสาระหรือหลักฐานใหม่ เพิ่มขึ้นจากเดิมมากน้อยเพียงใด สามารถตรวจสอบ ย้อนกลับได้หรือไม่ และสามารถเชื่อมโยงบุคคล เหตุการณ์ และพฤติการณ์ต่างๆ ไปสู่ข้อกล่าวหาได้จริงเพียงใด
“อย่ามัวแต่ตัดสินว่าสังคมไทยไม่สนใจเรื่องสว. สิ่งที่ควรดูมากกว่า คือคุณภาพและน้ำหนักของเนื้อหา มีหลักฐานใหม่จริงหรือไม่ เชื่อมโยงได้จริงแค่ไหน และท้ายที่สุดพิสูจน์ข้อกล่าวหา ได้หรือไม่ หากเป็นข้อมูลเดิม ที่ถูกนำเสนอซ้ำๆ โดยไม่มีข้อเท็จจริงใหม่ เข้ามาเพิ่มน้ำหนัก ความสนใจของสังคม ลดลงก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้”นักวิชาการ กล่าว
ผศ.ดร.เชษฐา ระบุอีกว่า หลักการดังกล่าวควรใช้ กับทุกฝ่ายทางการเมือง โดยไม่เลือกข้าง ผู้ตรวจสอบมีสิทธิตรวจสอบเต็มที่ ผู้ถูกตรวจสอบมีสิทธิชี้แจงเต็มที่ หากฝ่ายใดเห็นว่า สิทธิของตนถูกละเมิด ก็สามารถใช้กลไกทางกฎหมาย ได้เช่นเดียวกัน จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของกระบวนการยุติธรรม ที่จะพิจารณาจากข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน
ท้ายที่สุด การเมืองที่มีคุณภาพ จึงไม่ควรแข่งขันกันด้วยจำนวนข้อกล่าวหา แต่ควรแข่งขันกันด้วย คุณภาพของหลักฐาน เพราะการตั้งข้อสงสัย มีคุณค่าในฐานะจุดเริ่มต้น ของการค้นหาความจริง แต่ไม่สามารถใช้แทน การพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ และยิ่งเป็นข้อกล่าวหาที่กระทบ ต่อชื่อเสียงของบุคคล ผู้กล่าวหาก็ยิ่งต้องตระหนักว่า ทุกถ้อยคำที่นำเสนอต่อสาธารณะ ย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบด้วยเช่นกัน



