สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานจากเมืองสตาวังเงอร์ ประเทศนอร์เวย์ เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ว่า ภายหลังรัสเซียปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อปี 2565 นอร์เวย์กลายเป็นผู้จัดหาก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ที่สุดของยุโรป โดยตอบสนองความต้องการก๊าซธรรมชาติ 30% ของทั้งอียูและสหราชอาณาจักร
เมื่อปีที่แล้ว การผลิตก๊าซธรรมชาติของนอร์เวย์ใกล้เคียงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่การผลิตน้ำมันแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2552 อย่างไรก็ตาม การคาดการณ์อย่างเป็นทางการแสดงให้เห็นว่า การผลิตจะลดลงอย่างมากหลังปี 2573 เว้นแต่จะมีการค้นพบและพัฒนาแหล่งทรัพยากรใหม่
“ในสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคงในปัจจุบัน และเมื่อพิจารณาสถานการณ์ด้านทรัพยากรแล้ว ผมเชื่อว่าการดำเนินการอย่างต่อเนื่องในทะเลบาเรนต์ส เป็นประโยชน์ต่อทั้งนอร์เวย์และยุโรป” อาสลันด์ กล่าว
Norway will drill in Arctic regardless of EU's position, says energy minister https://t.co/EaOtzS52sr https://t.co/EaOtzS52sr
— Reuters World (@ReutersWorld) August 24, 2026
ปัจจุบัน อียูสนับสนุนการห้ามขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติใหม่ในแถบอาร์กติก ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อม และกลุ่มประเทศสมาชิกก็อยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขนโยบาย เพื่อตอบสนองต่อความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงาน
ในการเจรจากับเจ้าหน้าที่อียู นอร์เวย์ให้เหตุผลว่า พื้นที่บางส่วนของทะเลบาเรนต์สที่เปิดให้ดำเนินงานปิโตรเลียม ไม่มีน้ำแข็งเช่นเดียวกับในทะเลเหนือ ดังนั้น มันจึงมีโอกาสน้อยที่จะเกิดปัญหาน้ำมันรั่วไหล และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมถึงช่วยรักษาการจ้างงาน และการตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคทางเหนือของประเทศที่มีพรมแดนติดกับรัสเซีย
ด้านอาสลันด์เชื่อว่า ฝ่ายบริหารอียูในกรุงบรัสเซลส์ รับฟังข้อโต้แย้งของนอร์เวย์ แต่เขากล่าวเสริมว่า ประเทศมีสิทธิอธิปไตยที่จะพัฒนาทรัพยากรในทะเลบาเรนต์ส แม้อียูยังคงสนับสนุนการระงับการซื้อน้ำมันหรือก๊าซธรรมชาติก็ตาม.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



