สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ว่า นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวถึงการที่สหรัฐขู่ใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจกับประเทศใดก็ตาม ที่ยังคงมีความร่วมมือทางการค้ากับอิหร่าน ว่าความร่วมมือระหว่างจีนกับอิหร่าน ดำเนินอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และไม่ควรถูกแทรกแซงหรือขัดขวางจากฝ่ายใด
เกี่ยวกับมาตรการดังกล่าว หลินกล่าวว่า จีนกำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และจะดำเนินมาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์ของจีน
ปัจจุบัน จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ที่สุด โดยข้อมูลปี 2568 ของบริษัทเคปเลอร์ ระบุว่า จีนรับซื้อน้ำมันดิบที่อิหร่านส่งออกมากกว่า 80% หรือเฉลี่ยประมาณ 1.38 ล้านบาร์เรลต่อวัน คิดเป็นราว 13.4% ของน้ำมันดิบทั้งหมดที่จีนขนส่งทางเรือเข้าประเทศ
#FMsays China reiterated on Tuesday that it firmly opposes illegal, unilateral sanctions lacking any basis in international law and unauthorized by the United Nations Security Council, following reports saying that the United States has threatened to impose secondary sanctions on… pic.twitter.com/NA1S7qvsPM
— China Daily (@ChinaDaily) August 25, 2026
การซื้อส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากบริษัทน้ำมันของรัฐจีนโดยตรง แต่เป็นโรงกลั่นอิสระขนาดเล็ก หรือที่เรียกว่า “ทีพอต” ซึ่งรับซื้อน้ำมันอิหร่านที่มีราคาส่วนลด ขณะที่โรงกลั่นรายใหญ่ของจีนหลีกเลี่ยงการซื้อน้ำมันอิหร่านนับตั้งแต่สหรัฐกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรเมื่อปี 2562
อนึ่ง การค้าน้ำมันระหว่างจีนกับอิหร่านใช้เครือข่ายตัวกลางและวิธีการอำพรางแหล่งที่มาของน้ำมัน เช่น ระบุแหล่งที่มาเป็นมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย และชำระเงินด้วยเงินหยวน ด้วยเหตุนี้ จีนจึงถูกมองว่าเป็นจุดสำคัญที่สุด หากต้องการตัดรายได้จากการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เพราะหากจีนยังคงซื้อ น้ำมันอิหร่านก็ยังมีตลาดรองรับ แม้จะถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐหลายรอบก็ตาม
อย่างไรก็ตาม มาตรการคว่ำบาตรรอบล่าสุดของสหรัฐยังไม่มีสถาบันการเงินจีนอยู่ในรายชื่อ ซึ่งสะท้อนว่ารัฐบาลวอชิงตันยังระมัดระวังในการใช้มาตรการรุนแรงกับจีน เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อระบบการเงินและเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง.
เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ
เครดิตภาพ : REUTERS



