เมื่อวันที่ 27 ส.ค. 69  นายชัชวาล แพทยาไทย สส.ร้อยเอ็ด เขต 7 พรรคไทยสร้างไทย ตั้งคำถามถึงรัฐบาลในการออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท  ว่าได้ให้ความสำคัญในการบริหารจัดการงบประมาณหรือไม่ ซึ่งรัฐบาลไม่ได้ตอบคำถามให้ชัดเจนว่า เกษตรกรและชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และต้องร่วมรับภาระชดใช้หนี้ก้อนนี้ จะได้รับประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง การลดต้นทุนการผลิต การพยุงราคาพืชผล หรือการแก้ปัญหาหนี้สิน

นายชัชวาล ระบุว่า ขณะนี้ชาวนากำลังเดือดร้อนอย่างหนักจากค่าปุ๋ย ค่าเมล็ดพันธุ์ และค่าแรงที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่กลับกำหนดราคาผลผลิตเองไม่ได้ ทั้งยังต้องตั้งตารอเงินช่วยเหลือการลดต้นทุนการผลิต (ไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่) โครงการค้างจ่ายปี 2568/2569 ที่ยังตกค้างอีก 233,729 ครัวเรือน คิดเป็นวงเงินราว 1,846 ล้านบาท ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) มาเกือบ 3 เดือนแล้ว แต่เรื่องกลับล่าช้าอยู่ที่ขั้นตอนของนายกรัฐมนตรี ทำให้ชาวนาเสียโอกาสในการนำเงินไปชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)  และเป็นทุนทำนารอบใหม่

นายชัชวาล กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ยังเกิดความสับสนในส่วนของมาตรการช่วยเหลือปี 2569/2570 จากการสื่อสารที่ไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล จนมีกระแสข่าวว่าจะจ่ายไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 20 ไร่ แต่ในข้อเท็จจริงยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ขณะที่ฝ่ายการคลังออกมาระบุว่าไม่สามารถนำเงินกู้ 400,000 ล้านบาท หรือเงิน ธ.ก.ส. ตามมาตรา 28 มาใช้แจกจ่ายได้ สร้างความเหลื่อมล้ำทางความคิดและทิ้งให้ชาวนาตกอยู่ในความหวังลมๆ แล้งๆ

นายชัชวาล ได้ตั้งข้อสังเกตถึงโครงการสูบน้ำพลังงานโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรว่า รัฐบาลใช้นโยบายแบบเดียวครอบคลุมทั้งประเทศโดยไม่สำรวจพื้นที่จริง เช่น ในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ จังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งมีปัญหาน้ำบาดาลเค็ม ไม่สามารถนำมาใช้ทำนาได้จริง ส่งผลให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและสร้างภาระหนี้สินโดยเกษตรกรไม่ได้ประโยชน์

นายชัชวาล จึงยื่น 3 คำถามสำคัญถึงรัฐบาล ดังนี้ 1. จะแก้ไขปัญหาเงินช่วยเหลือตกค้างปี 68/69 วงเงิน 1,846 ล้านบาทอย่างไร  2. มาตรการช่วยเหลือปี 69/70 จะให้หรือไม่ และนำเงินมาจากแหล่งใด ไม่ว่าจะเป็นงบปกติ งบกลาง หรือการจัดลำดับงบประมาณใหม่หลังมีเงินกู้เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ 3. ภาคการเกษตรจะได้รับประโยชน์อะไรที่เป็นรูปธรรมจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทฉบับนี้

“ชาวนาต้องร่วมใช้หนี้ ดังนั้นเมื่อประเทศเป็นหนี้เพิ่มขึ้น 400,000 ล้านบาท ชีวิตของชาวนาจะดีขึ้นตรงไหน รายได้เพิ่มขึ้นหรือหนี้สินลดลงอย่างไร รัฐบาลต้องมีคำตอบที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนรอคอยโดยไร้ทิศทาง” นายชัชวาล กล่าว

นายชัชวาล กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า สิ่งที่ทำให้ชาวนาผิดหวังที่สุดคือการที่รัฐมนตรีและผู้มีอำนาจในรัฐบาลต่างพากันสงบนิ่ง ไม่ยอมออกมาชี้แจงหรือให้คำตอบที่ชัดเจนในสิ่งที่พี่น้องเกษตรกรกำลังเฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ ทั้งเรื่องเงินตกค้างและทิศทางมาตรการใหม่ การปล่อยให้ชาวนาต้องแบกรับภาระหนี้สินท่ามกลางความสับสนโดยไม่มีแม้แต่คำอธิบายจากปากรัฐบาล จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยุติธรรมอย่างยิ่งต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ต้องร่วมชดใช้หนี้กู้ก้อนนี้.