เมื่อวันที่ 30 ส.ค. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน และนายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อปฏิบัติราชการก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) วันที่ 31 ส.ค.-1 ก.ย. นี้  โดยได้เข้าตรวจเยี่ยมการสนับสนุนด้านวิจัยและนวัตกรรม ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย (มทร.ศรีวิชัย) พร้อมร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้

โดยการลงพื้นที่ มทร.ศรีวิชัย คณะได้เข้าเยี่ยมชม ศูนย์ติดตามสถานการณ์น้ำ ณ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งถูกใช้เป็นศูนย์ปฏิบัติการ (War Room) แห่งที่ 2 สำหรับเฝ้าระวังน้ำในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ และจังหวัดสงขลา ศูนย์แห่งนี้มีการเชื่อมโยงระบบข้อมูลสารสนเทศทรัพยากรน้ำและคาดการณ์สภาพอากาศแบบเรียลไทม์ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มอุทกภัยและภัยแล้ง พร้อมส่งต่อระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่แม่นยำให้แก่ชุมชน เพื่อช่วยลดความเสียหายต่อชีวิต และทรัพย์สิน

นอกจากนี้ ยังมีระบบติดตามระดับความเค็มในทะเลสาบสงขลา ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรในพื้นที่รอบทะเลสาบกว่า 3 แสนไร่ และยังมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการอนุรักษ์ “โลมาอิรวดี” สัตว์หายากใกล้สูญพันธุ์ที่พบได้ในทะเลสาบสงขลาเพียงแห่งเดียวในไทย

จากนั้น คณะได้เข้าตรวจเยี่ยม ศูนย์ฝึกอบรมด้านหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นศูนย์กลาง Upskill & Reskill ด้านเทคโนโลยีอุตสาหกรรมที่สำคัญของภาคใต้ ภายในศูนย์มีการจัดแสดงนวัตกรรมหุ่นยนต์อุตสาหกรรม และระบบการผลิตอัตโนมัติที่พัฒนาโดยอาจารย์และนักศึกษา พร้อมพูดคุยถึงแนวทางพัฒนาหลักสูตรผลิตกำลังคนสมรรถนะสูง เพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมในพื้นที่และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ นายยศชนัน ยังได้เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการ เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ สงขลา สตูล ยะลา นราธิวาส และปัตตานี โดยมุ่งเน้นมิติด้านสังคม และการพัฒนาทุนมนุษย์ การประชุมครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียงจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐมนตรีจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และ สส. ในพื้นที่ เพื่อนำเสนอผลการประชุมกลุ่มย่อยต่อรองนายกฯ และครม. นำไปสู่การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และสรุปผลการดำเนินงานร่วมกันต่อไป

จากนั้นได้ร่วมพูดคุยกับคณะสมาคมกุ้งไทย ซึ่งมานำเสนอการยกระดับอุตสาหกรรมกุ้งในประเทศไทยผ่านการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งนายยศชนัน และนายจุลพันธ์ ได้รับฟังข้อเสนอของสมาคม ซึ่งอุตสาหกรรมกุ้งของประเทศไทยปัจจุบันเผชิญปัญหาเรื่องโรคกุ้งอย่างหนัก โดยได้รับข้อเสนอแนวทางการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเพาะเลี้ยงกุ้ง ซึ่งหน่วยงานภายใต้ อว. อย่างสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ รวมถึงสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พร้อมที่จะสนับสนุนงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเตรียมไว้พร้อมดำเนินการแล้ว รวมถึงได้มีการตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์กุ้ง (ศวพก.) ตั้งอยู่ที่อำเภอไชยา ซึ่งดำเนินงานร่วมกับไบโอเทค สวทช., มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ดำเนินการมาแล้วในระยะหนึ่ง

จากนั้น นายยศชนัน เป็นประธานการประชุมการบริหารจัดการน้ำภาคใต้ระหว่างหน่วยงาน อว. และมหาวิทยาลัยในพื้นที่ โดยรับฟังข้อเสนอแนะ และการบริหารจัดการภัยพิบัติจากพื้นที่ ก่อนมอบนโยบาย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และรับฟังข้อเสนอแนะ นายยศชนัน กล่าวว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้งตั้งแต่ภาคกลางจนถึงภาคใต้นั้น การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานทั้งที่อยู่อาศัยและถนนหนทางจำเป็นต้องสอดรับกับบริบททางงบประมาณของประเทศ โดยกระทรวง อว. จะเข้ามาเป็นกำลังเสริมด้านข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยจัดลำดับความสำคัญและประเมินรูปแบบเมืองที่เหมาะสม ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างทั้งเมืองอาจเป็นไปได้ยากด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณ จึงต้องเน้นการแก้ปัญหาที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมของชุมชน และการนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้

นอกจากนี้ การรับมือในภาวะฉุกเฉินจะไม่สามารถพึ่งพากำลังทหารเพียงอย่างเดียวได้ตลอดไป แต่ต้องสร้างระบบการจัดการที่ยั่งยืน โดยมองว่าพื้นที่สงขลาถือเป็นต้นแบบสำคัญในการเรียนรู้ เพื่อนำไปพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมด้านการจัดการน้ำให้เป็นภาพต่อที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศตั้งแต่เหนือจดใต้

นายยศชนัน กล่าวต่อว่า การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยต้องมีความพอดี เพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความเคยชินจนเพิกเฉยต่อการเตือนภัยเมื่อเกิดเหตุจริง โดยชื่นชมระบบฐานข้อมูลของสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ที่มีประสิทธิภาพในการระบุตำแหน่งผู้ป่วยติดเตียงร่วมกับทิศทางการไหลของน้ำ ซึ่งเป้าหมายสำคัญต่อจากนี้คือการบูรณาการการทำงานร่วมกันตลอดทั้งปี เพื่อเปลี่ยนรูปแบบจากการตั้งรับปัญหาอยู่ฝ่ายเดียว เป็นการสร้างความเข้มแข็งและเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนอย่างแท้จริง