สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากเมืองโทรอนโต ประเทศแคนาดา เมื่อวันที่ 12 ก.ย. ว่ากระแสผู้บริโภคแคนาดาหันมาซื้อสินค้าในประเทศและคว่ำบาตรสินค้าสหรัฐ กำลังเปลี่ยนแปลงสินค้าบนชั้นวางในซูเปอร์มาร์เก็ต และทำให้ผู้ค้าปลีกต้องปรับปรุงการระบุแหล่งกำเนิดสินค้า รวมถึงหาแหล่งจัดซื้อใหม่


กระแสดังกล่าวทวีความรุนแรงขึ้นจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับแคนาดา โดยการรณรงค์ “ซื้อของแคนาดา” เริ่มขึ้นเมื่อปีที่แล้ว หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากแคนาดา และกลับมารุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังการเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศล้มเหลว


นายจิอันคาร์โล ตริมาร์คี เจ้าของร้านขายของชำอิสระ วินซ์ส มาร์เก็ต ในรัฐออนแทรีโอ กล่าวว่า ปัจจุบันร้านทั้ง 4 แห่งของเขามีผักและผลไม้จากแคนาดาราว 90% โดยเปลี่ยนไปซื้อสตรอว์เบอร์รีจากรัฐควิเบกแทนสหรัฐ


ขณะที่บริษัทโลว์บลอว์ ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดของแคนาดา กลับมาใช้ป้ายรูปใบเมเปิลเพื่อระบุสินค้าแคนาดา พร้อมนำสัญลักษณ์ “ที” ( T ) กลับมาใช้แจ้งว่าสินค้าใดได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี


ข้อมูลของรัฐบาลแคนาดาระบุว่า สัดส่วนการนำเข้าผักจากสหรัฐลดลงเหลือ 62.6% เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา จาก 69% ในเดือนเดียวกันของปี 2566 แม้สหรัฐยังคงเป็นแหล่งนำเข้าผักและผลไม้รายใหญ่ที่สุดของแคนาดา


ผู้เชี่ยวชาญมองว่า กระแสรักชาติที่มีต่อสินค้าภายในประเทศอาจผลักดันให้ผู้ค้าปลีกหันหาแหล่งจัดซื้อในประเทศและกระจายห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น ขณะที่รัฐบาลแคนาดาลงทุนราว 3,000 ล้านดอลลาร์แคนาดา ( ราว 71,558.40 ล้านบาท ) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มการผลิตในโรงเรือนและสร้างระบบอาหารที่พึ่งพาตนเองมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม สภาพอากาศหนาวจัดของแคนาดายังคงเป็นอุปสรรคต่อการผลิตผักและผลไม้ภายในประเทศ ทำให้ผู้ค้าปลีกยังต้องพึ่งพาการนำเข้า โดยเฉพาะจากสหรัฐ


ศ.ไมค์ ฟอน แมสซอว์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์อาหาร เกษตร และทรัพยากร มหาวิทยาลัยกูเอลฟ์ กล่าวว่า กระแสชาตินิยมกำลังมีอิทธิพลเหนือปัจจัยทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศดีขึ้น ผู้บริโภคอาจกลับมาซื้อสินค้าสหรัฐ เนื่องจากมีราคาถูกกว่าทางเลือกอื่น.

เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

เครดิตภาพ : GETTY IMAGES