เมื่อวันที่ 13 ก.ย. นายสรรเพชญ บุญญามณี รมข.คมนาคม ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำเพื่อการประหยัดพลังงาน บริเวณท่าเรือศาลาลอย อำเภอท่าเรือ และโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังบริเวณแม่น้ำป่าสัก พร้อมพบปะประชาชนในพื้นที่ โดยมี นายนพ ชีวานันท์ สส.พระนครศรีอยุธยา เขต 2 นายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมลงพื้นที่

สำหรับโครงการสถานีขนส่งสินค้าทางลำน้ำบริเวณท่าเรือศาลาลอย มีพื้นที่ประมาณ 56 ไร่ แต่ยังมีข้อจำกัดด้านค่าเช่าและค่าธรรมเนียมการเช่าท่าเรือ รวมถึงปัญหาระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักช่วงฤดูแล้งที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับเรือขนาดใหญ่ ขณะที่ท่าเรือปัจจุบันรองรับเรือได้ไม่เกิน 500 ตันกรอส จึงจำเป็นต้องพิจารณาปรับวัตถุประสงค์การใช้ท่าและจัดทำรายงาน EIA ให้สอดคล้องกับกฎหมาย นอกจากนี้ ระดับท่าเรือมีความสูงกว่าระดับเรือประมาณ 6–7 เมตร เป็นข้อจำกัดต่อการขนถ่ายสินค้า โดยเฉพาะสินค้าเทกอง ขณะที่อาคารสำนักงาน โรงพักสินค้า และพื้นที่หน้าท่าบางส่วนมีสภาพชำรุดจากการใช้งานมานานกว่า 13 ปี จึงต้องเร่งสำรวจและปรับปรุงให้พร้อมรองรับการใช้งาน

นายสรรเพชญ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมจะประสานกรมชลประทานพิจารณาการบริหารจัดการน้ำจากเขื่อนพระราม 6 เพื่อรักษาระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักให้เหมาะสมต่อการเดินเรือ โดยมีเป้าหมายประมาณ 4.5 เมตร เพื่อรองรับเรือที่กินน้ำลึก 4 เมตร พร้อมหารือกรมธนารักษ์เพื่อหาแนวทางลดภาระค่าเช่าและค่าธรรมเนียม รวมถึงพิจารณาการแบ่งพื้นที่บางส่วนให้ผู้ประกอบการเช่า ทั้งนี้ การใช้ประโยชน์ท่าเรือศาลาลอยสามารถพิจารณาได้ทั้งในรูปแบบกิจการท่าเรือ กิจการที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการท่าเรือ หรือกิจการอื่นตามความเหมาะสม

ในส่วนของโครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งพังบริเวณแม่น้ำป่าสัก มีเป้าหมายเพิ่มประสิทธิภาพร่องน้ำและการเดินเรือ รองรับการขนส่งสินค้าทางน้ำและส่งเสริมการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางบกและทางรางมายังทางน้ำ ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงสินค้าจากภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือไปยังท่าเรือในแม่น้ำป่าสัก ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งลดปัญหาการจราจรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวครอบคลุมระยะทางประมาณ 52 กิโลเมตร ตั้งแต่บริเวณหน้าวัดพนัญเชิงถึงเขื่อนพระราม 6 แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1 จาก กม. 0+000 บริเวณหน้าวัดพนัญเชิง ถึง กม. 23+000 บริเวณวัดพระนอน ดำเนินการขุดร่องน้ำลึกประมาณ 6.6 เมตร กว้าง 30–44 เมตร เพื่อรองรับเรือขนาดไม่เกิน 2,500 ตัน และช่วงที่ 2 จาก กม. 23+000 บริเวณวัดพระนอน ถึง กม. 52+000 บริเวณเขื่อนพระราม 6 ขุดร่องน้ำลึกประมาณ 4.4 เมตร กว้าง 24–35 เมตร เพื่อรองรับเรือขนาดไม่เกิน 1,000 ตัน โดยคาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จในช่วงปลายปี 2570 นอกจากนี้ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสภาพปัญหาการกัดเซาะตลิ่งบริเวณวัดคลองน้ำชาและหมู่บ้านอรัญญิก ซึ่งประชาชนได้สะท้อนปัญหาเกี่ยวกับการกัดเซาะตลิ่งมาอย่างต่อเนื่อง โดยนายสรรเพชญได้มอบให้กรมเจ้าท่าดำเนินการสำรวจศึกษาและจัดทำคำของบประมาณ พร้อมกันนี้ยังได้ขอให้กรมโยธาธิการและผังเมืองได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

นายสรรเพชญ กล่าวในตอนท้ายว่า ได้กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งติดตามการดำเนินงานและประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคให้โครงการเป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งให้มีความสะดวก ปลอดภัย และตรงเวลา สนับสนุนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งมายังทางน้ำ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตลอดจนลดปริมาณการจราจรทางถนนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ ยังช่วยป้องกันการกัดเซาะและรักษาที่ดินและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมยกระดับภูมิทัศน์และเศรษฐกิจริมแม่น้ำป่าสัก ส่งเสริมการท่องเที่ยวทางน้ำ และสร้างประโยชน์แก่ชุมชนและท้องถิ่นในพื้นที่อย่างยั่งยืน