เมื่อวันที่ 9 ก.พ. นายเฉลิมเกียรติ คงวิเชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าได้มาติดตามความก้าวหน้าโครงการแก้ปัญหาน้ำท่วม จังหวัดชุมพร จากปัญหาอุทกภัยที่ผ่านมาบริเวณอำเภอเมืองชุมพร เกิดน้ำท่วมซ้ำซากจากลุ่มน้ำหลักที่สำคัญ 2 สาย ได้แก่ คลองท่าตะเภา และ คลองชุมพร พื้นที่รวมประมาณ 79,500 ไร่ แยกเป็น ลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา 42,000 ไร่ ลุ่มน้ำคลองชุมพร 37,500 ไร่ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณต่อชาวชุมพรเป็นล้นพ้นที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงห่วงใยพสกนิกรชาวชุมพรเป็นอย่างยิ่ง ทรงทราบถึงภัยพิบัติที่เกิดขึ้นกับชาวชุมพร ได้มีพระราชดำริให้เร่งรัดขุดคลองหัววัง–พนังตัก ให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ได้พระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับงานชลประทาน อีกหลายอย่าง อาทิ 1. พิจารณาขุดคลองหรือวางท่อเชื่อมต่อระหว่างคลองท่าแซะกับต้นคลองละมุ เพื่อชักน้ำจากคลองท่าแซะลงหนองใหญ่ให้ราษฎรบริเวณใกล้เคียงมีน้ำใช้ทำการเกษตร และอุปโภค–บริโภคและในฤดูน้ำหลากสามารถช่วยผันน้ำบางส่วนจากคลองท่าแซะลงแก้มลิง “หนองใหญ่” เพื่อระบายน้ำสู่ทะเลผ่านทางคลองระบายน้ำหัววัง–พนังตักได้อีกด้วย
“โครงการป้องกันและบรรเทาอุทกภัยเมืองชุมพร ตามพระราชดำริ (ลุ่มน้ำคลองท่าตะเภา) คืบหน้าไปกว่า 83% จะแล้วเสร็จปี 2567 ปีที่ผ่านมาช่วงเกิดอุทกภัยเมื่อเดือน พ.ย. สามารถช่วยระบายน้ำลดผลกระทบ แก้ปัญหาน้ำท่วมเส้นทางหลักสัญจรลงใต้ น้ำล้นจากคลองชุมพร สามารถเร่งระบายลงทะเลโดยเร็ว และทำให้แก้ปัญหาน้ำท่วมเขตเมืองทุกปีในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา ซึ่งชาวชุมพร มีคำขวัญติดปากว่า ชาวชุมพรอยู่เย็นสุขใจเพราะพระบารมีในหลวง” นายเฉลิมเกียรติ กล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่าโครงการนี้ได้ทรงมีพระราชดำริก่อนปี 2540 ซึ่งขณะนั้นตนเป็นหัวหน้าคุมงานก่อสร้าง ในหลวง ร.9 ทรงโทรศัพท์ติดตามโครงการแก้ไขปัญหาอุทกภัย รับสั่งกับตนเอง เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้เกิดความก้าวการทำงานทุกขั้นตอนในการขุดลอกแก้มลิงหนองใหญ่ ขุดคลองหัววัง–พนังตัก และพระองค์ยังพระราชทานเงินส่วนพระองค์ 18 ล้านบาท ให้เร่งเดินหน้าก่อสร้างเพื่อรับพายุที่กำลังจะเข้ามาในปีนั้น
“ผมมีความปลาบปลื้มอย่างมากที่สุดได้สนองงานในหลวง ร.9 พระองค์ส่งคนมาติดตามแก้ปัญหาหน้างานอย่างใกล้ชิด ซึ่งคลองหัววัง พนังตัก มีช่วงที่แคบหลายช่วง ในหลวงทรงรับสั่งให้ขุดลอก เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากคลองท่าแซะ คลองท่าตะเภา เกิดน้ำท่วมมิดหลังคาเกือบทุกปี รถเสียหายหลายร้อยคัน พระองค์ท่านทรงให้สร้างแก้มลิง หนองใหญ่ เพื่อช่วยตัดยอดน้ำไม่เข้าท่วมเมืองชุมพร เก็บน้ำไว้ได้ 3 ล้าน ลบ.ม.รวมทั้งแก้ภัยแล้งได้ โดยประปาสามารถสูบน้ำไปใช้ได้ สวนปาล์ม สวนทุเรียน สวนส้มโอ พื้นที่การเกษตร ใช้น้ำจากแก้มลิงหนองใหญ่ คลองหัววัง พนังตัก ทำให้น้ำไม่ท่วมตัวเมืองชุมพร มาเป็นเวลากว่า 25 ปี ในหลวงรัชกาลที่ 10 ทรงมาศึกษา ต่อยอด พัฒนา พระองค์ท่านให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ส่งน้ำให้พื้นที่การเกษตรสามารถใช้ประโยชน์ได้ยั่งยืน ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างที่สุดต่อชาวชุมพร เสียงสะท้อนความสำเร็จจากโครงการ น้ำไม่ท่วมเมืองชุมพร ลดความเสียหายได้หลายพันล้านบาท” รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าว
นายเฉลิมเกียรติ กล่าวว่า คลองท่าแซะ ยังไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำรับน้ำจากพื้นที่ตอนบน แม้มีประตูน้ำในคลองยังกักน้ำไว้ได้ไม่มาก ถ้ามีแหล่งเก็บน้ำใหญ่ๆ จะมีน้ำร้อยล้าน มาใช้ได้ช่วงหน้าแล้ง น้ำมีความมั่นคงดีมาก ซึ่งจะต้องความเข้าใจให้กับประชาชน และรับรู้ขณะนี้อยู่ในช่วงการศึกษาการพัฒนาให้มีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ อยู่ในขั้นตอนการศึกษาและวางโครงการ รวมทั้งแม่น้ำสวี ที่ทำคลองอ้อมเมืองได้ น้ำจะไม่ท่วม เราพยายามเสนอความคิดที่ทำสำเร็จแล้ว นำเสนอต่อประชาชน

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้สนองพระราชดำริด้วยการดำเนินโครงการบรรเทาอุทกภัย ประกอบด้วย 15 กิจกรรม ดังนี้ 1. ขุดคลองระบายน้ำหัววัง–พนังตัก และก่อสร้างอาคารประกอบ 2. ประตูระบายน้ำหัววัง 3. ประตูระบายน้ำสามแก้ว (ใหม่) 4. ขุดลอกคลองท่าตะเภาและคลองสาขาในบริเวณลุ่มน้ำ 5. ขุดคลองระบายน้ำบ้านดอนทรายแก้วพร้อมปรับปรุงคันกั้นน้ำและอาคารประกอบ 6. ขุดคลองระบายน้ำท่านางสังข์–บ้านบางตุ่มพร้อมอาคารประกอบ 7. โครงการพัฒนาพื้นที่หนองใหญ่ตามพระราชดำริ 8. ขุดลอกคลองละมุเชื่อมกับคลองท่าแซะ 9. ศึกษาและวางแผนระบบเตือนภัยน้ำท่วมเมืองชุมพร 10. คันกั้นน้ำคลองสามแก้วและคลองสาขาพร้อมอาคารประกอบ 11. ขุดลอกคลองชุมพรและคลองสาขา 12. ปรับปรุงคลองระบายน้ำสามแก้วพร้อมอาคารประกอบ 13. ปรับปรุงประตูระบายน้ำพนังตักและอาคารประกอบ 14. ประตูระบายน้ำท่าตะเภา และ 15. ประตูระบายน้ำท่าแซะ
ในส่วนของลุ่มน้ำคลองชุมพร เกิดจากต้นน้ำในเขตอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง มีความยาวลำน้ำประมาณ 75 กิโลเมตร สภาพท้องคลองมีความลาดชันสูง คดเคี้ยวและมีขนาดแคบ ทั้งสองฝั่งคลองมีบ้านเรือนอยู่อย่างหนาแน่นเป็นชุมชนเมือง ช่วงปลายคลองเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ เมื่อน้ำทะเลหนุนจะรุกล้ำเข้ามาในลำคลองเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร ในขณะที่มีขีดความสามารถในการระบายน้ำได้ประมาณ 140 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เท่านั้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำในคลองชุมพรเอ่อล้นตลิ่ง
กรมชลประทาน ได้วางแผนแก้ไขปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองชุมพร โดยการตัดยอดน้ำของคลองชุมพรให้สามารถไหลออกสู่ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยได้อย่างรวดเร็ว ไม่เกิดการท่วมขังบริเวณถนนสายเอเชีย 41 (แยกปฐมพร) และบริเวณพื้นที่ตอนล่างในเขตอำเภอเมืองชุมพร พร้อมกับการขุดคลองผันน้ำ เพื่อผันน้ำจากคลองชุมพรผ่านคลองขุดใหม่เชื่อมต่อกับคลองนาคราช และขุดขยายคลองนาคราชให้สามารถระบายน้ำได้ 350 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที รวมทั้งขุดลอกคลองชุมพรเดิมให้สามารถระบายน้ำได้ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และขุดขยายคลองชุมพรเดิมช่วงปลายให้สามารถระบายน้ำได้ 550 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมทั้งก่อสร้างประตูระบายน้ำบริเวณปากคลองผันน้ำ จำนวน 1 แห่ง และก่อสร้างประตูระบายน้ำในคลองชุมพร จำนวน 3 แห่ง ทั้งนี้ เมื่อโครงการแล้วเสร็จจะสามารถระบายน้ำและบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ตอนล่างอำเภอเมืองชุมพร และสามารถเก็บกักน้ำไว้ในลำคลอง เพื่อใช้ประโยชน์ช่วงฤดูแล้ง 6.50 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่รับประโยชน์ 6,875 ไร่
ต่อจากนั้นนายเฉลิมเกียรติ เดินทางมาบริเวณคลองผันน้ำ คลองบางสะพาน เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการบรรเทาอุทกภัย อำเภอบางสะพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยอีก 6 ปีจะแล้วเสร็จทั้งระบบ ซึ่งคลองผันน้ำบางสะพานได้รับคำชื่นชมจากพี่น้องประชาชนอย่างมากถึงโครงการขุดคลองลัด ที่สามารถช่วยเร่งระบายน้ำ ผันน้ำลงทะเลได้อย่างรวดเร็ว เป็นพระเอก ทำให้ชาวบ้านผ่านพ้นวิกฤติอุทกภัย น้ำไม่ท่วม รพ.บางสะพาน โรงเรียน พื้นที่ชุมชนที่เป็นแอ่งกระทะจากในช่วงสองปีนี้ เกิดฝนตกหนักเกินกว่า 130 มม.



