ปี พ.ศ. 2525 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ผ่านพื้นที่ลุ่มนํ้าห้วยฮ่องไคร้และพบว่าพื้นที่ลุ่มนํ้าดังกล่าวเป็นป่าเต็งรัง ที่เสื่อมโทรมมีความลาดชันไม่สูงมากนัก ไม่มีราษฎรอาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ ดังนั้นจึงได้พระราชทานพระราชดำริที่จะใช้ลุ่มนํ้าดังกล่าว เป็นลุ่มนํ้าสำหรับศึกษา ในการพัฒนารูปแบบต่าง ๆ โดยใช้ระบบนํ้าชลประทานเป็นแกนนำ และเนื่องมาจากสภาพป่าเต็งรังที่เสื่อมโทรมนี้เป็นสภาพลุ่มนํ้าที่มีอยู่ค่อนข้างมากในพื้นที่ภาคเหนือ หากว่าพื้นที่ลุ่มนํ้าชนิดนี้ได้รับการพัฒนาแล้วก็จะทำให้พื้นที่ต้นนํ้าลำธารของภาคเหนือ รวมทั้งความเป็นอยู่ของราษฎรในพื้นที่ลุ่มนํ้าชนิดนี้มีสภาพดีขึ้นไปด้วย ดังนั้นสืบเนื่องมาจากแนวพระราชดำรินี้ จึงมีกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อศึกษาการพัฒนาก็ได้เริ่มขึ้นที่ลุ่มนํ้าห้วยฮ่องไคร้

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ แห่งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำริ เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2525 ให้พิจารณาจัดตั้งขึ้นบริเวณป่าขุนแม่กวง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ขอบเขตพื้นที่โครงการประมาณ 8,500 ไร่ โดยมีพระราชประสงค์ที่จะให้เป็น ศูนย์กลางในการศึกษา ทดลอง วิจัย เพื่อหารูปแบบการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ภาคเหนือ และเผยแพร่แก่ราษฎรให้สามารถนำไปปฏิบัติได้ด้วยตนเองต่อไป โดยทำการศึกษาพัฒนาป่าไม้ 3 อย่าง 3 วิธี เพื่อประโยชน์ 4 อย่าง คือมีไม้ใช้สอย ไม้ผล ไม้เชื้อเพลิง ซึ่งจะอำนวยประโยชน์ในการอนุรักษ์ดินและนํ้า ตลอดจน คงความชุ่มชื้นเอาไว้เป็นประโยชน์อย่างที่ 4  และพื้นที่ต้นนํ้าลำธารให้ได้ผล อย่างสมบูรณ์เป็นหลัก โดยต้นทางเป็นการศึกษาสภาพพื้นที่ป่าไม้ต้นนํ้าลำธาร และปลายทางเป็นการศึกษาด้านการประมงตามอ่างเก็บนํ้าต่าง ๆ ผสมกับ การศึกษาด้านการเกษตรกรรม ด้านปศุสัตว์และโคนม และด้านเกษตรอุตสาหกรรม เพื่อให้เป็นศูนย์ที่สมบูรณ์แบบ ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อราษฎรที่จะเข้ามาศึกษา กิจกรรมต่าง ๆ ภายในศูนย์ฯ แล้วนำไปใช้ปฏิบัติอย่างได้ผลต่อไป

ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งอยู่ในเขตรอยต่อของตำบลป่าเมี่ยง และตำบลแม่โป่ง อำเภอดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บนถนนหลวงเส้นทางที่ 118 สายเชียงใหม่-เชียงราย ระยะทางประมาณ 27 กิโลเมตร โดยอยู่ทางขวามือ ห่างจากถนนประมาณ 2 กิโลเมตร

ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้การอบรมอาชีพและเป็นแหล่งท่องเที่ยว สิ่งที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่แห่งนี้คือฝูงนกยูงนับ 300 ตัวที่เชื่องถึงขนาดที่ว่าคนเกือบจะป้อนอาหารให้ได้แล้ว และยังเป็นที่สำหรับดูนก ปั่นจักรยาน ชมบรรยากาศอ่างเก็บนํ้า ด้วยสภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงจากอดีตแห้งแล้งกลายเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งผลิตอาหารแหล่งอบรมบ่มเพาะอาชีพ ในอดีตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ มาที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ถึง 8 ครั้ง

ไพรัตน์ ทับประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ให้ภาพรวมของพื้นที่ว่า 40 ปีที่แล้วชาวบ้านมาทูลขอแหล่งนํ้า อยากประกอบอาชีพที่ดี ไม่อยากทำไร่เลื่อนลอย พระองค์ท่านทรงมีพระเมตตา พร้อมมีปรารภกับข้าราชบริพารที่ตามเสด็จฯในครั้งนั้นว่าจะพลิกฟื้นพื้นที่ห้วยฮ้องไคร้ให้กลับคืนมาภายใน 5 ปี ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ จึงเริ่มต้นโดยป่าก่อน พระองค์ท่านทรงเลือกปลูกป่าโดยนำพันธุ์ไม้พื้นเมือง และทรงเลือกปลูกในพื้นที่ชื้นก่อน ต่างจากปลูกป่าทั่วไปที่ขุดหลุมลงกล้าไม้ จากป่าในวันนั้นทำให้พื้นที่ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ้องไคร้ฯ กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิต มีสิ่งที่เห็นได้ชัดอุณหภูมิในนี้จะตํ่ากว่าภายนอก 2-3 องศา ขณะเดียวป่าของที่นี่สูงตระหง่าน เป็นต้นไม้สูง ที่ต้องมองอย่างแหงนคอตั้งบ่า กลายเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติ

ความสมบูรณ์ของ ป่าดูได้จากงูจงอาง ถ้าที่ไหนมีงูจงอางแสดงว่าวัฏจักรกลับมาแล้ว เพราะงูจงอางจะกินงูด้วยกันเพื่อลดจำนวนงูในธรรมชาติ

ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ บอกว่าเมื่อมาเดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่นี่จะมีคิวอาร์โค้ดบอกชื่อต้นไม้ และจะไม่เห็นแสงอาทิตย์ แม้จะเป็นเวลากลางวัน เช่นเดียวกับป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้เปิดให้ชาวบ้านหาของป่าไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ เห็ดต่าง ๆ ซึ่งจะขอความร่วมมือ เมื่อออกจากป่าแล้วขอให้มาเก็บข้อมูลผลผลิตกับ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เพื่อเป็นสถิติข้อมูลว่าการเปลี่ยนแปลงของป่ามีอะไรบ้าง

ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เป็นศูนย์การศึกษาอย่างแท้จริง แต่ละปีมีผู้เข้ามาเรียนรู้และเที่ยวชมพื้นที่ปีละ 1 แสนคน จุดเด่นประการสำคัญ นอกจากความอัศจรรย์จากผืนป่าแล้วยังเป็นสถานที่เรียนรู้เรื่องการเพาะพันธุ์สัตว์พระราชทานทั้งโคนม โคเนื้อ ไก่พันธุ์ไข่ หมูเหมยซาน แพะพันธุ์แบล็คเบงกอล เป็นแพะพันธุ์เล็กคล้ายลูกสุนัข ที่ให้นมนำนมไปแปรรูปเป็นโยเกิร์ต สบู่นมแพะ อย่างไรก็ตามหลักสูตรการเรียนรู้ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ เป็นหลักสูตรที่สำเร็จแล้ว 34 หลักสูตร เมื่อประชาชนเข้ามาอบรมจะได้รับปัจจัยการผลิต นอกจากนี้ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ยังมีการติดตามผลหลังการนำไปปรับใช้ เน้นสร้างเครือข่าย ซึ่งในพื้นที่ภาคเหนือมีเกษตรกรที่ทำฟาร์ม เกษตรแปรรูปต่าง ๆ อยู่ 205 ราย และเป็นศูนย์เรียนรู้เครือข่ายอีก 147 แห่ง

จุดไฮไลต์สำคัญของศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ยังจำลองศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 5 ศูนย์เพื่อต่อยอดความรู้ 1.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.สกลนคร โดดเด่นเรื่องการพัฒนาแหล่งนํ้า อาชีพ 2.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน จ.ฉะเชิงเทรา เด่นในเรื่องการแก้ปัญหาดินโดยใช้หญ้าแฝก 3.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.จันทบุรี โดดเด่นในเรื่องการบำบัดนํ้าเสียและธนาคารปู 4.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี เป็นพื้นที่ศึกษาการสร้างดินบนผืนทรายเพื่อเพาะปลูก 5.ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.นราธิวาส การพัฒนาการแกล้งดิน ทำให้ดินเค็มกลับมาเป็นพื้นที่เพาะปลูก

ปัจจุบันศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ฯ ยังคงทำหน้าที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติที่มีชีวิตอย่างยืนยง…พระมหากรุณาธิคุณที่ไม่มีวันหมดอีกตราบนาน.

พรประไพ เสือเขียว