ถึงแม้ประเทศไทยจะวางยุทธศาสตร์การเป็นครัวโลก ด้วยจุดแข็งที่เอื้อต่อการจัดการอาหาร แต่ก็ยังมีความท้าทายเกี่ยวกับการจัดการอาหารอยู่ โดยเฉพาะ เรื่องโภชนาการของเด็กไทย ที่มีทั้งเรื่องความไม่ทั่วถึง และพฤติกรรมการบริโภค ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC) กระทรวงสาธารณสุข ตอกย้ำถึงความท้าทายดังกล่าวจากข้อมูลภาวะโภชนาการของกลุ่มวัยเรียน อายุ 6-14 ปี ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดไว้ โดยพบว่า เด็กมีภาวะเตี้ย ร้อยละ 12.31 (เป้าหมายไม่เกินร้อยละ 7) ภาวะผอม ร้อยละ 6.02 (เป้าหมายไม่เกินร้อยละ 5) ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน ร้อยละ 14.5 (เป้าหมายไม่เกินร้อยละ 11.5) และภาวะสูงดีสมส่วนร้อยละ 50.49 (เกณฑ์กำหนดไว้ที่ร้อยละ 58)

ภาวะโภชนาการของเด็กไทย ทั้งในเชิงปริมาณ และคุณภาพเพื่อการเติบโตและการเรียนรู้อย่างสมวัยจึงมีฟันเฟืองขับเคลื่อนอย่าง เด็กไทยแก้มใส ภายใต้มูลนิธิสร้างเสริมวิถีบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ แผนอาหารเพื่อสุขภาวะ ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาร่วมส่งเสริมโภชนาการในโรงเรียนผ่านการจัดการอาหารโดยส่งเสริมการใช้ Thai School Lunch หรือ TSL เพื่อให้เกิดระบบอาหารในโรงเรียนตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยมีความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายภาครัฐ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการขับเคลื่อน-พัฒนาคุณภาพการจัดการอาหารและโภชนาการในสถานศึกษามาอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงมหาดไทย ในฟากของหน่วยงานรัฐ ได้น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการสร้างความมั่นคงทางอาหารภายในโรงเรียน ภายใต้การสนับสนุนของท้องถิ่น

เรื่องนี้ พลวัฒน์ การุญภาสกร ผู้อำนวยกองส่งเสริมและพัฒนาการจัดการศึกษาท้องถิ่น กรมส่งการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เปิดเผยว่า ทาง สถ. มุ่งส่งเสริมให้สถานศึกษาเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านอาหารปลอดภัยและโภชนาการสู่คุณภาพชีวิตที่ดี จากที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) มีการส่งเสริมงบประมาณอาหารกลางวันให้โรงเรียน 1 มื้อ ดังนั้นโรงเรียนจะต้องเป็นฐานองค์ความรู้ให้พ่อ แม่ ผู้ปกครองในอีก 2 มื้อที่เหลือของเด็กว่าต้องเสริมอะไรเข้าไป

ด้าน ดร.พญ.สายพิณ โชติวิเชียร ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการ กรมอนามัย ให้รายละเอียดถึงการขับเคลื่อนร่วมมือกับภาคีเครือข่ายกำกับติดตามในระดับพื้นที่จากหลายกิจกรรม เช่น ประกาศนโยบายจัดอาหารกลางวันตามมาตรฐานอาหารนักเรียนไทย, ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการมีพฤติกรรมการบริโภคที่เหมาะสม, จัดกิจกรรมออกกำลังกาย เป็นต้น

นอกจากนั้น ยังมีการติดตามประเมินผลการจัดการและแก้ไขปัญหาภาวะเตี้ย ผอม อ้วนในเด็ก ปฐมวันผ่าน model พลัง 3  สร้าง ระหว่างกรมอนามันและ สถ. โดยสร้างนโยบาย ระดับตำบล  สร้างเครือข่าย และสร้างความร่วมมือ การติดตามและแก้ไขปัญหาทุพโภชนาการ แนวทางการจัดการภาวะโภชนการ ข้อปฎิบัติการกินเพื่อสุขภาพที่ดี และธงโภชนาการ รวมทั้ง การขับเคลื่อน พรบ.ควบคุมการตลาดอาหารและเครื่องดื่มที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเด็ก โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับมาตรฐานสากล และคู่มือการจัดการเด็กที่มีภาวะโภชนาการเกินในสภานศึกษาและสถานบริการสาธารณสุข

ผู้อำนวยการสำนักโภชนาการยืนยันว่า การพัฒนาระบบคุณภาพการจัดการอาหารกลางวัน และโภชนาการในสถานศึกษาจะประสบสำเร็จได้นั้น นอจากโรงเรียนแล้ว ภาคีเครือข่าย หรือ หน่วยงาน ชุมชน ในพื้นที่ จะเป็นแรงหนุนสำคัญ

ด้าน บังอร กล่ำสุวรรณ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์อนามัยที่ 7 ขอนแก่น กล่าวถึงความร่วมมือถึงการจัดมาตรฐานการจัดการอาหารและโภชนาการในสถานศึกษา โดยต้องพยายามผลักดันให้โรงเรียนมีการจัดการอาหารและโภชนาการตามมาตรรฐานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ให้เด็กวัยเรียนได้รับประทานอาหารตามหลักโภชนาการ เหมาะสมตามวัย

“หน่วยงานต้นสังกัดมีระบบควบคุมกำกับ ติดตาม ประเมินผล อย่างเป็นรูปธรรม เกิดทีมพี่เลี้ยงช่วยเหลือสนับสนุนการดำเนินงานของโรงเรียน สร้างความรอบรู้ด้านอาหาร สุขาภิบาล เฝ้าระวังภาวะโภชนาการ ผลักดันให้เกิดการพัฒนางาน หากผู้บริหารโรงเรียนมีวิสัยทัศน์ผลักดันงานสุขภาพ เกิดแน่นอน  ต่อมาคือ ครู ต้องมีความเข้าใจถึงสิ่งที่จะนำไปขับเคลื่อน รวมถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น แม่ครัว นักการภารโรง ต้องร่วมพัฒนาไปด้วยกัน”

ขณะที่ ดร.สพญ.สรัญญา สุจรติพงศ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดลอธิบายถึงปัจจัยในการจัดการอาหารกลางวันให้สำเร็จนั้น มี 5 ข้อ คือ 

1 .พื้นที่มีข้อตกลงสาธารณะ นโยบายอาหารปลอดภัย-อาหารอินทรีย์อยู่แล้ว ทำให้เกิดความร่วมมือในการรวบรวมวัตถุดิบอินทรีย์มาที่โรงเรียนได้ มีการทำงานร่วมกับกับโรงเรียน เกษตรกร หน่วยงานสนับสุนน  2.หน่วยงานจัดการกลาง เชื่อมโยงโรงเรียนกับเกษตรกร เป็นตัวกลางเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน 3.โรงเรียนสัมพันธ์กับเกษตรกร ผู้ปกครองในชุมชน เกิดเป็นรูปแบบเครือข่าย 4.ผู้ประกอบการ จัดอาหารอาหารกลางวันให้เด็ก จ้างเหมาเบ็ดเสร็จ ทำอาหรปรุงสำเร็จมาให้ เป็นรูปแบบผู้ประกอบการมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเลือกวัตถุดิบทั้งหมด และ 5.โรงเรียนหรือครูไปจ่ายตลาด พยายามเลือกร้านที่เกษตรกรนำมาจำหน่ายโดยตรง

การดำเนินโครงการพัฒนากลไกชุมชนและท้องถิ่นเพื่อขับเคลื่อนระบบอาหารและโภชนาการเพื่อคุณภาพเด็กวัยเรียน สร้างแหล่งอาหารชุมชนปลอดภัย ระบบการรับรองด้านเกษตรปลอดภัย การสร้างความรอบรู้ และพฤติกรรมการบริโภคทางด้านอาหารและโภชนาการ รวมถึงแนวทางปฏิบัติมาตรฐานระบบการจัดการอาหารและโภชนาการในสถานศึกษา นำร่องในโรงเรียนประถมศึกษาและขยายโอกาส ใน 11 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ น่าน บุรีรัมย์ สุรินทร์ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด มหาสารคาม อุบลราชธานี นนทบุรี และสงขลา

ปิยพงศ์ เชาว์ประเสริฐ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านต้นรุง อ.พร้าว จ.เชียงใหม่  ยกตัวอย่างกรณีการจัดการอาหารในโรงเรียนโดยเด็กชนเผ่าร่วมกับเด็กพื้นราบ ที่ถึงแม้จะมีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่โรงเรียนให้ความสำคัญก็คือ คุณภาพชีวิต การสร้างโอกาสทางการศึกษา โภชนาการ สุขภาวะที่ดี ความรอบรู้ด้านอาหารที่ดี ตามการขับเคลื่อนกระบวนการ 4p innovation ได้แก่

Position Innovation เน้นทักษะชีวิต
Paradigm การสร้างกระบวนทัศน์ในการเรียรรู้
Product แผนและกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องด้วยกล้วยและสมุนไพร
Process กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบ Experiential based learning

“การจัดการอาหารกลางวันเรามุ่งสร้างความเจ้าใจกับคณะครูก่อนเพื่อขับเคลื่อนทิศทางดียวกัน หลังจากนั้นกำหนดนโยนบาย รูปแบบการขับเคลื่อน  มั่งให้นักเรียนเกิดการรเรียนรู้ เชิงรุก ข้อจำกัดเด็กชนเผ่าที่มุ่งวิชาการยาก เพราะเด็กถูกเลี้ยงตามธรรมชาติ ทั้งใช้ชีวิต อาหารการกิน เราเน้นจึงทักษะชีวิตที่ตอบโจทย์ได้ เด็กได้ลงมือปฏิบัติเอง ตั้งแต่วางแผน เริ่มดำเนินการ การแก้ปัญหา กระบวนการกลุ่ม กิจกรรมอาหารรปลอดภัย เกษตรพอเพียง งดจำหน่ายหรือนำเข้าขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม เครื่องดื่มน้ำตาลสูง หลังจากได้ลงมือทำ ส่งผลต่อสุขภาพ เด็กผอมลดลงภาวะอ้วน ผอม เตี้ย ลดลง” ปิยพงศ์บอก

ที่โรงเรียนเทศบาลบ้านหนองแวง อ.เมือง จ.ขอนแก่น เด็กนักเรียนส่วนใหญ่มาจากชุมชนริมทางรถไฟ พ่อแม่ ผู้ปกครองหาเช้ากินค่ำ ทำให้เด็กๆ ไม่ได้รับประทานอาหารที่ดีมากนัก โรงเรียนจึงต้องเข้ามาแก้ไขในเรื่องนี้ โดย  พจมาน ชาภักดี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านหนองแวง บอกว่า การจัดการอาหารเป็นสิ่งสำคัญ

“เรามุ่งเน้นใส่ใจสุขภาพ ถ้าเด็กได้กินอิ่มนอนหลับจะได้เรียนดี โดยมีโครงการอาหารเช้าให้เด็กรวมทั้งทั้งผู้ปกครองด้วย เด็ก 1 คน จะได้รับประทานอาหารเช้าก่อนเข้าเรียน ไม่ได้กินจากที่บ้านก็มากินที่นี่ มีงบประมาณสนับสนุนจากเทศบาลนครขอนแก่น และมีการเฉลี่ยกับอาหารกลางวัน มีการโหวตเมนูให้เด็กได้เลือกว่า เขาอยากกินอะไร เด็กได้แสดงความคิดเห็น กล้าคิด เราต้องเชื่อมั่นในตัวเด็ก ไปตลาดซื้อวัตถุดิบเอง ให้เรียนรู้นอกห้องเรียน”

ขณะที่ โรงเรียนบ้านดอนผอุง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชานี ใช้พื้นที่ของโรงเรียนสร้างแหล่งอาหารอินทรีย์ของตัวเอง กฤสพัฒฐ์ พิมพ์เพ็ง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนผอุง เล่าว่า ด้วยความเป็นโรงเรียนขนาดเล็กมีเด็กนักเรียนจำนวน 37 คน งบประมาณค่าอาหารกลางวัน 760 บาทต่อวัน จ้างแม่ครัว 300 บาทเหลือค่าวัตถุดิบทำอาหารเพียง 400 บาทต่อวัน จึงหาทางแก้ปัญหาด้วยการนำเอาแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการเกษตรภายในโรงเรียน มุ่งเน้นทักษะชีวิต จัดสรรที่ 14 ไร่ ทำนาข้าวอินทรีย์ ปลูกผัก เลี้ยงปลาในนาข้าว ตั้งกลุ่มเกษตรอินทรีย์และศูนย์เรียนรู้ให้ผู้ปกครองนำไปทำต่อที่บ้าน  มีธนาคารข้าวเพื่อความมั่นคงทางอาหารของโรงเรียน และชุมชน มีเครือข่ายเกษตรกร เอาผักมาขายที่โรงเรียน

“เด็ก ป.2 -ป.6 จะต้องทำอาหารเป็น มาช่วยกันเตรียมอาหารกลางวัน และช่วงเย็นก็ต้องเตรียมสำหรับวันถัดไป มีการจัดตั้งกองทุนเอาหารเช้า เพื่อเด็กด้อยโอกาส เพราะเด็กบางคนไม่ได้ทานอาหารเช้า เราก็มีเงินสนับสนุนจากผู้ปกครองคนละ 20 บาทเพื่อให้โรงเรียนเป็นผู้จัดทำอาหารให้” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนผอุง อธิบาย

ประเทศไทยให้ความสำคัญกับโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนมาตั้งแต่ ปี พ.ศ.2535 แต่ 30 ปีที่ผ่านมา ประเด็นโภชนาการของเด็กไทยยังคงเป็นความท้าทายอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้มาตรฐานโภชนาการจนส่งผลให้เกิดโรคติดต่อไม่เรื้อรัง หรือ NCDs  รวมถึงทุพโภชนาการในบางกลุ่ม

การสร้างระบบอาหารและโภชนการให้กับเด็กเพื่อให้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปหลังจากนี้ จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ และน่าจับตาอย่างยิ่ง