ทองราคา 5 หมื่นบาท คงจะไม่เกินจริงแล้ว!! สำหรับราคาในประเทศไทย เพราะล่าสุดช่วงระหว่างวันของวันที่ 11 ก.พ.68 ที่ผ่านมา ราคาทองคำขึ้นไปสูงสุดใหม่เป็นประวัติศาสตร์ที่ทองรูปพรรณขายออกบาทละ 47,950 บาท และทองคำแท่งขายออกบาทละ 47,450 บาท ซึ่งทำเอาคนที่มีทองคำอยู่ในมือพากันกอดทองไว้แน่น เพื่อแข็งใจรอที่ระดับราคา 5 หมื่นบาท ตามที่เหล่ากูรูทั้งหลายคาดการณ์กันไว้
เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา “ทองคำ” ในไทย ก็ทำ All-time High แบบพุ่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ แม้ชะลอกันไปบ้างก็ต้องรอดูว่าราคาทองคำจะ “หยุด” หรือ “ทะยาน” อยู่ในอัตราซื้อ-ขาย ที่จุดไหน ความผันผวนของราคาซื้อ-ขาย ส่งผลให้นักลงทุนมือเก๋าและมือสมัครเล่นตื่นตัวและหันไปลงทุนในตลาดทองคำกันอย่างคึกคัก สวนทางกัับราคาหุ้นที่ดิ่งลงอย่างหนัก มีสาเหตุและปัจจัยใด ที่ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่ทุกคนต่างวิ่งเข้าหา
ปรับขึ้นแล้ว 4,300 บาท
หากย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นปี 68 นี้จนถึง ณ วันที่ 13 ก.พ. 68 หรือในระยะเวลาเพียง 1 เดือน 13 วันจะพบว่า ราคาทองคำปรับขึ้นมาทั้งหมดถึง 4,300 บาท โดยที่ทองรูปพรรณขายออกบาทละ 47,200 บาท และทองคำแท่งขายออกบาทละ 46,600 บาท และหากไล่ราคาย้อนหลังไป 10 ปี จะพบว่าราคาทองคำค่อย ๆ ทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นจนถึงปัจจุบันมากเป็นเท่าตัวทีเดียว ทั้งนี้หากย้อนหลังหันไปดูราคาทองคำในช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้ จะพบว่า ในปี 2567 ราคาทองคำอยู่ที่ระดับ 44,550 บาท ต่อบาททองคำ ก่อนหน้านั้นในปี 2566 ราคาทองคำเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 34,400 บาท ต่อบาททองคำ ส่วนในปีก่อนหน้านั้น หรือปี 2565 ราคาทองคำอยู่ที่ระดับ 32,100 บาท ส่วนปี 2564 อยู่ที่ระดับ 28,950 บาท ส่วนในปี 2563 อยู่ที่ระดับ 30,400 บาท ปี 2562 อยู่ที่ระดับ 22,300 บาท ปี 2561 อยู่ที่ระดับ 20,300 บาท ปี 2560 อยู่ที่ระดับ 21,200 บาท ปี 2559 อยู่ที่ระดับ 22,800 บาท และปี 2558 อยู่ที่ระดับ 20,150 บาท ต่อบาททองคำ
จุดเริ่มต้นที่ร้อนแรง
สำหรับความร้อนแรงของราคาทองคำนั้น เริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่มีการเลือกตั้งประธานาธิบสหรัฐเมื่อปลายปี 67 ที่ผ่านมา ซึ่งขณะนั้นเกิดจากความกังวลว่าหาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะเลือกตั้งแล้วจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายต่าง ๆ ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านการปรับขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าในสหรัฐ ทำให้บรรดานักลงทุนเกิดความผวารีบย้ายเงินเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำ รวมไปถึงความตึงเครียดในตะวันออกกลางก็รุนแรงขึ้น เมื่อถึงวันที่รู้ผลกันว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งในครั้งนี้กลายเป็นประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 กลับพบว่า ราคาทองคำเริ่มชะลอความร้อนแรงลง เพราะนโยบายหาเสียงของ “ทรัมป์” ได้ให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะออกคำสั่งบริหารพิเศษเพื่อกอบกู้อุตสาหกรรมคริปโทเคอร์เรนซีในวันแรกที่ดำรงตำแหน่ง ทำให้ในช่วงนั้นราคาบิตคอยน์พุ่งกระฉูดขึ้นมากกว่า 100,000 ดอลลาร์
ทรัมป์ขึ้นกำแพงภาษี
แต่แล้วสัญญาณลบก็เริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้งหลังจากเมื่อวันที่ 20 ม.ค. 68 ที่ผ่านมา ทรัมป์เข้าพิธีสาบานตนเพื่อรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการและกลับไม่เอ่ยถึงเรื่องการกอบกู้อุตสาหกรรมคริปโทฯ ซ้ำร้ายไม่นานก็ประกาศคำสั่งให้ขึ้นกำแพงภาษี 25% ต่อสินค้าส่วนมากที่นำเข้ามาจากประเทศแคนาดาและเม็กซิโก และเพิ่มภาษี 10% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน พร้อมกับขู่ว่าจะเก็บภาษีทางการค้ากับสหภาพยุโรปหรืออียู ส่งผลให้ราคาทองคำดีดตัวแรงขึ้นอีกครั้ง

แม้ล่าสุดได้ชะลอการขึ้นกำแพงภาษีแคนาดาและเม็กซิโกไปแล้ว 1 เดือน หลังจากมีการหารือกันระหว่างผู้นำ บรรลุข้อตกลงในการดำเนินการเพื่อการยับยั้งการอพยพเข้าเมืองผิดกฎหมายในสหรัฐ แต่ในด้านของราคาทองคำกลับไม่ชะลอตัวตามไปด้วย
หวั่นสงครามการค้า
การประกาศขึ้นกำแพงภาษีครั้งนี้ ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐหวั่นใจตาม บวกกับการขึ้นภาษีกับจีนแผ่นดินใหญ่ยิ่งทำให้นักลงทุนกังวลการเกิดสงครามการค้า ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่คาดไว้เพราะจีนเองก็เริ่มตอบโต้ ตั้งเป้าเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ ทำให้ราคาทองคำทวีความร้อนแรงและทำสถิติใหม่ต่อเนื่องติดต่อกันตลอดทั้งเดือน ก.พ.นี้ (1-13 ก.พ.68)

ทั่วโลกยังถือทองคำเพิ่ม
ด้านธนาคารกลางทั่วโลกเองก็ยังคงซื้อทองคำสะสมเพื่อเป็นทุนสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะประเทศจีนที่เข้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 แบบไม่หยุดพัก หลังจากในปี 67 ทั่วโลกมีความต้องการทองคำที่รวมปริมาณการซื้อขายทองคำนอกตลาดหลักทรัพย์มากถึง 4,975 ตัน
ขณะที่ความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำทั่วโลกอยู่ที่ปริมาณ 1,186 ตัน โดยที่ประเทศจีนมีความต้องการมากเป็นอันดับ 1 ที่ 336.2 ตัน ตามด้วย อินเดีย ตุรกี สหรัฐ อิหร่าน เวียดนาม และประเทศไทยที่ต้องการมากเป็นอันดับที่ 7 ของโลกในปริมาณ 39.8 ตัน
ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก
อีกหนึ่งเหตุผลให้ทองคำเป็นที่น่าสนใจลงทุน เนื่องจากสถิติการลงทุนในทองคำตั้งแต่ปี 59 พบว่า นักลงทุนที่เริ่มออมทองหากถือทองคำแบบ Buy and Hold ช่วงราคาทองคำในตลาดโลกต่ำกว่า 1,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์ จะได้รับผลตอบแทนรวม 63% หากถือยาวจะได้ผลตอบแทนสูงกว่า 100% โดยคำนวณจากราคาปัจจุบันซึ่งถือว่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับผลตอบแทนจากการฝากเงิน
ก.พ.จะถึง 4.8 หมื่นบ.
ส่วนทิศทางราคาทองคำหลังจากนี้ “สมาคมค้าทองคำ” เชื่อว่าในช่วงเดือน ก.พ. 68 ราคาทองคำยังคงปรับขึ้นต่อและมีโอกาสไปถึง 48,000 บาทไม่ไกลเกินเอื้อม จากสงครามการค้าที่จีนออกมาตอบโต้สหรัฐ พร้อมกับแนะนำนักลงทุนที่เข้าซื้อในขณะนี้ให้ลงทุนพอประมาณ เพราะมีโอกาสที่กองทุนทองคำในต่างประเทศขายทำกำไร และอาจจะลดลงแรงมากพอสมควร
ขณะที่ “ธนรัชต์ พสวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง มองว่า ปัจจัยหลัก ๆ ที่ส่งผลให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ-จีน ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนนักลงทุนเกิดความกังวลว่าจะบานปลายทำให้นักลงทุนแห่ซื้อทองคำกักตุนไว้ ขณะเดียวกันจีนยังไฟเขียวให้บริษัทประกันภัยลงทุนทองคำ ได้มากถึง 1% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จึงดันราคาทองพุ่งทำนิวไฮใหม่
อย่างไรก็ตาม มองว่า ราคาทองคำจะยังไม่แตะราคาบาทละ 50,000 ในเร็ว ๆ นี้แน่นอน ซึ่งนักลงทุนรอดูสถานการณ์ หาก Gold spot ปรับลงมาที่ 2,820-2,900 ดอลลาร์ต่อออนซ์ นักลงทุนน่าจะกลับเข้ามาซื้ออีกครั้ง และอาจได้เห็น Gold spot 3,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งหากทองคำมีการปรับฐานลงมา นักลงทุนสามารถเข้าซื้อเก็บต่อได้
แนะถือทองคำ10%
“วายแอลจี” มองราคาทองคำในปัจจุบันจนถึงอีก 5 ปีข้างหน้ายังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยเพราะไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจากนี้อีก 5 ปีทั้งสงครามภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้าจะสงบหรือเศรษฐกิจจะดีขึ้นหรือไม่ ซึ่งหากมีความไม่แน่นอนอยู่ แนะนำให้เลือกถือทองคำ 10% โดยทองคำมี 2 ข้อดีหลัก คือ ได้ราคากลาง และได้ในเรื่องของสภาพคล่อง
4 ปัจจัยช่วยหนุน
ปีนี้วายแอลจีจึงคาดว่ามีโอกาสเห็นราคาทองคำ 50,000 บาทต่อบาททองคำ หากได้อานิสงส์เพิ่มเติมจากเงินบาทอ่อนค่า พร้อมด้วย 4 ปัจจัย คือ 1. ความกังวลในความไม่แน่นอนด้านนโยบายของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ล่าสุดได้ลงนามประกาศปรับขึ้นภาษีนำเข้าเหล็กและอะลูมิเนียมทั้งหมดเข้าสู่สหรัฐ สู่ระดับ 25% โดยไม่มีข้อยกเว้นจากเดิม 10% มีผลบังคับใช้ในวันที่ 4 มี.ค. 68 นอกจากนี้ “ทรัมป์” ยังได้ส่งสัญญาณวางแผนประกาศใช้ภาษีศุลกากรตอบโต้เพิ่มเติมอีก
2. ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงเพิ่มขึ้นหลังกลุ่มฮามาสระงับการปล่อยตัวตัวประกันชาวอิสราเอล โดยอ้างว่าอิสราเอลฝ่าฝืนการหยุดยิงในฉนวนกาซา ในขณะที่ “ทรัมป์” กล่าวว่า ฮามาสต้องปล่อยตัวประกันทั้งหมดที่ถูกจับตัว เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 68 ที่ผ่านมา ไม่เช่นนั้นสหรัฐจะเสนอให้ยกเลิกข้อตกลงหยุดยิง
นอกจากนี้ 3. ความคาดหวังของนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลง หนุนให้ทองคำที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปของอัตราดอกเบี้ย โดยตลาดคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด อาจลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ได้ตามแผนถึงสองครั้ง ในขณะที่ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางอินเดีย ได้ลดอัตราดอกเบี้ยแบบผ่อนปรนเพื่อส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจเมื่อเร็ว ๆ นี้ ตามการเคลื่อนไหวที่คล้ายกันของธนาคารกลางยุโรป, ธนาคารกลางสวีเดน และธนาคารแห่งประเทศจีน และ 4. การซื้อทองคำของธนาคารกลาง ยังเพิ่มดีมานด์ทองคำแท่งอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 67 เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันที่มีระดับการเข้าซื้อสูงเกิน 1,000 ตัน โดยในเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนได้เพิ่มปริมาณทองคำสำรองเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน
อย่างไรก็ดี ราคาทองคำถือว่าปรับตัวขึ้นมาแรงและเร็ว จึงแนะนำให้ระมัดระวังแรงเทขายทำกำไร โดยนักลงทุนที่มีทองอยู่ในมือสามารถแบ่งขายทำกำไรออกมาบางส่วนที่โซนแนวต้าน 2,975-3,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ขณะที่นักลงทุนที่ต้องการเข้าซื้อทองคำนั้น แนะนำให้หาจังหวะราคาทองคำย่อตัว บริเวณแนวรับแรก 2,895 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หากเอาไม่อยู่มองแนวรับสำคัญไว้ที่ระดับ 2,870 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
ยังไปได้ถึงหลักแสนบ.
ด้านนักวิเคราะห์ “บล. ดีบีเอสวิคเคอร์ส” ให้ความเห็นว่า ภายใต้การบริหารงานของทรัมป์ ทำให้ทองคำน่าสนใจและเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยในยุคความตึงเครียดด้านสงครามการค้า ดังนั้นการใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบผสมผสานสินทรัพย์ในตลาดและนอกตลาดหุ้นโดยใช้กองทุนกึ่งสภาพคล่อง ในสินทรัพย์นอกตลาดหุ้นจะช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนของเศรษฐกิจได้และนโยบายที่อาจเกิดขึ้น เพราะสินทรัพย์นอกตลาดมีความสัมพันธ์ที่ต่ำเมื่อเทียบตลาด และมองว่าทองคำมีโอกาสขยับขึ้นต่อได้จากปัจจุบันประมาณ 10% และมองราคาทองขึ้นไประดับ 3,300 ดอลล์ต่อออนซ์ หรือประมาณ 1 แสนบาทต่อบาททองคำ

อย่างไรก็ตาม สเต็ปแรกต้องรอลุ้นกันแล้วว่าปีนี้ราคาทองคำในไทยจะไปได้ถึง 50,000 บาทต่อบาททองคำได้หรือไม่ ซึ่งความเป็นไปได้ในครั้งนี้เชื่อว่าหลายคนรอติดตามอารมณ์การออกนโยบายของ “ทรัมป์” เป็นหลัก เพราะหากมีนโยบายแผลง ๆ ขึ้นมาราคาทองคำตามที่คาดการณ์กันไว้ก็ไม่ไกลเกินฝันแน่นอน
นอกจากนี้อยากย้ำว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนต้องทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะมีความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนอาจสูญเสียเงินลงทุนจำนวนมาก ฉะนั้นผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาการกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวมของตนเอง และความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
ต้องยอมรับว่าในต้นปีนี้ถือเป็นปีทองของ “ทองคำ” อย่างแท้จริง เพราะมีปัจจัยหนุนทำให้ราคาทองคำพุ่งทำสถิติใหม่กันทุกวันอย่างต่อเนื่อง แม้กูรูด้านทองคำจะออกมาวิเคราะห์ว่า คงยังไม่เห็นราคาทองคำขายออกบาทละ 50,000 เร็ว ๆ นี้ ก็ตาม แต่ก็ต้องลุ้นกันว่าจะหักปากกาเซียนหรือไม่ เพราะขณะนี้ “ทองคำ” ไต่ระดับใกล้ 50,000 บาท เต็มที!.



