ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาและสำรวจเอาไว้จาก “โจทย์คำถาม” ที่ว่า… “ประชากรไทยใครสุขที่สุด?” ซึ่ง ณ ที่นี้วันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีข้อมูลกรณีนี้มาสะท้อนต่อ เพื่อชวนคนไทยเรา ๆ ท่าน ๆ พินิจพิจารณาเรื่องนี้ร่วมกัน…

มาดูมุมสำรวจมุมสะท้อนเรื่องนี้

กับ “ผลสำรวจความสุขในคนไทย”

สำหรับข้อมูลเรื่องนี้ ทาง รศ.จงจิตต์ ฤทธิรงค์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล สะท้อนไว้ผ่านบทความชื่อ “ประชากรไทยใครสุขที่สุด?” ผ่าน เว็บไซต์เดอะประชากร.คอม โดยชวนคนไทยร่วมคิดว่า… ใครคือกลุ่มคนที่มีความสุขมากที่สุดในประเทศไทย? พร้อมแจกแจงถึงปุจฉาข้างต้นไว้ว่า… จากคำถามดังกล่าวจึงนำสู่การทำแบบสำรวจความคิดเห็นของประชากรไทย โดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ในช่วงปลายปี 2567 เพื่อค้นหาว่าคนไทยแต่ละกลุ่ม แต่ละช่วงวัย มีความสุขอยู่ที่ระดับใด โดยให้ผู้ตอบแบบสำรวจเลือกระดับคะแนน 0 ถึง 10

คะแนน 0 คือคนที่ไม่มีความสุขเลย

ส่วน 10 คือระดับความสุขมากที่สุด

รศ.จงจิตต์ ฤทธิรงค์

แบบสำรวจนี้มุ่งสำรวจใครบ้าง?… ในบทความได้อธิบายไว้ว่า… การสำรวจนี้เป็นการเก็บข้อมูลแบบออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ โดยผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมีอายุเฉลี่ย 36 ปี และหากพิจารณาตาม “ช่วงอายุ” กลุ่มที่มีสัดส่วนมากที่สุดคือ เจเนอเรชัน Z รองลงมาคือ เจเนอเรชัน Y อายุ 30-44 ปี และ เจเนอเรชัน X กับ เบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomer) ที่มีสัดส่วนเท่ากัน ส่วน “สถานภาพสมรส” ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ โสด มากสุด รองลงมาคือ สมรส และ หม้าย หย่าร้าง ขณะที่ “อาชีพ” ส่วนใหญ่ ทำงานภาครัฐ มากที่สุด รองลงมาคือ นักศึกษา พนักงานบริษัทเอกชน และ ผู้เกษียณอายุ

ก็จะเห็นว่ากลุ่มที่สำรวจนั้นหลากหลาย

และจากผลสำรวจ-การตอบแบบสอบถาม พบว่า… ยิ่งอายุมากขึ้นก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้น”โดย กลุ่มที่มีความสุขมากที่สุดคือเจเนอเรชัน X และเบบี้บูมเมอร์ โดยมีคะแนนความสุขเฉลี่ย 7.3 จาก 10 คะแนน และในทางกลับกัน เจเนอเรชัน Z มีความสุขน้อยที่สุด ซึ่งอาจเพราะเป็นกลุ่มประชากรที่กำลังเผชิญความท้าทายในชีวิตมากกว่า 2 กลุ่มข้างต้น เช่น การหางานทำ ความมั่นคงทางการเงิน และผลกระทบจากเศรษฐกิจ …นี่เป็นข้อมูลที่สะท้อนถึงภาพ “ความสุขในยุคปัจจุบัน

สะท้อน “ความสุขของกลุ่มคนไทย”

บ่งชี้กรณีมีความ “สุขมากสุขน้อย”

ขณะที่หากแบ่งตาม “ภูมิภาค” พบว่า… ประชากรภาคเหนือมีระดับความสุขเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ประชากรภาคใต้ สำหรับประชากรกรุงเทพฯ ปริมณฑล และภาคกลาง มีระดับความสุขใกล้เคียงกัน ส่วน ประชากรภาคอีสาน เป็นกลุ่มที่มีความสุขน้อยที่สุด โดยสาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะระดับรายได้และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ต่างกันกับคนภาคอื่น ๆ รวมถึงจากการที่คนภาคอีสานต้องเผชิญข้อจำกัดด้านรายได้และโอกาสการพัฒนาเศรษฐกิจ …นี่เป็นข้อมูลอีกส่วนที่พบ

สำรวจ “ความสุขคนไทยภาคต่าง ๆ”

พบว่า “คนเหนือแชมป์คนอีสานบ๊วย”

และนอกจากนั้น ในแง่ “ความสุขของคนทำงาน” ผลสำรวจดังกล่าวนี้พบว่า… กลุ่มข้าราชการ ลูกจ้างหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ กับกลุ่มพนักงานบริษัทเอกชน มีระดับความสุขที่ได้รับไม่ต่างกันมากนัก แม้ว่าจะมีลักษณะงานและระบบการจ้างงานแตกต่างกัน โดยได้คะแนนเฉลี่ยใกล้เคียงกันที่ 7.0 และ 7.1 ตามลำดับ ขณะที่ กลุ่มที่มีคะแนนความสุขในระดับต่ำเป็นกลุ่มพ่อบ้านแม่บ้านที่ว่างงานซึ่งสาเหตุที่ทำให้คะแนนความสุขมีระดับต่ำก็มาจากการขาดรายได้ รวมถึงเกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยประกอบกัน เช่น ภาระเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคงในชีวิต และความรู้สึกขาดคุณค่าในชีวิตและในทางสังคม จนรู้สึกว่า…

โดดเดี่ยว” และเกิดความ “เครียด”

ทำให้ “ระดับความสุขในชีวิตลดลง”

ทั้งนี้ รศ.จงจิตต์ ฤทธิรงค์ ได้แนะนำ “วิธีเพิ่มความสุข” ไว้ว่า… คนเราสามารถเพิ่มความสุขให้ตัวเองได้ แม้ความสุขจะขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะความมั่นคงการเงินและการงาน แต่ก็มีบางสิ่งที่สามารถทำให้ความสุขเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน อาทิ การมีความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว การปรับมุมมองชีวิตเป็นบวก การเปิดรับเพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นต้น

ถึงแม้อายุ เพศ หรือภูมิภาคที่อาศัยอยู่ จะส่งผลต่อระดับความสุข แต่ที่สุดแล้วนั้น ความสุขที่แท้จริงขึ้นอยู่กับตัวเองมากที่สุด”…เป็นการระบุไว้โดยนักวิชาการ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม เกี่ยวกับ “ความสุขของคนไทย”

สงกรานต์เทศกาลความสุขผ่านพ้นไป

ทว่า “ความสุขสร้างให้มีได้ทุก ๆ วัน”

แต่ “ต้องเท่าทันวิธี-ทำตามวิธีมีสุข”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์