ทั้งนี้ ถ้าใครมีทัศนคติเชิงบวก หรือคิดบวก แบบที่มากไปหรือบ่อยไปจนไม่เหมาะสม มีการศึกษาพบว่า…ไม่เพียงจะไม่ช่วยแก้ปัญหา…แต่ยังอาจสร้างปัญหาให้ชีวิต?? จากการ “คิดบวกมากไป–คิดบวกบ่อยไป”…
อาจเกิดกรณี “ภาวะคิดบวกเป็นพิษ”…
ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Toxic Positivity”
คำว่า “Toxic Positivity” ที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “ภาวะคิดบวกเป็นพิษ” ที่เป็น “ศัพท์จิตวิทยา” ซึ่งทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล ณ ที่นี้… มีที่มาจากที่ทาง ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล อาจารย์ สาขาจิตเวชศาสตร์ สถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้ข้อมูลความรู้ไว้ผ่าน เฟซบุ๊กสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย โดยทางผู้เชี่ยวชาญท่านนี้ระบุถึงคำศัพท์ดังกล่าวไว้ โดยสังเขปมีดังนี้…

ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล
“ภาวะคิดบวกเป็นพิษ” หรือ “Toxic Positivity” ในทางจิตวิทยามองว่าเป็นภาวะที่บุคคลหนึ่งมองโลกในแง่ดีมากกว่าความเป็นจริงมากเกินไปโดยไม่สนในความเป็นจริง หรือคิดบวกอย่างไม่สมเหตุสมผลจนทำให้คนนั้นไม่รับรู้อารมณ์เชิงลบ หรือความคิดแง่ลบของตนเอง หรือแม้แต่ของผู้เกี่ยวข้อง เช่น ปฏิเสธการรับรู้ความเศร้า ความเสียใจ ความรู้สึกโกรธ ของตัวเอง เนื่องจากบุคคลนั้นอยากที่จะรักษาความรู้สึกดี ๆ หรือความรู้สึกสบายใจของตัวเองเอาไว้ตลอดเวลา…
ถึงแม้การ “คิดบวก” เป็นเรื่องที่ดีมาก
แต่ “ถ้ามากไปก็อาจจะนำสู่ปัญหาได้”
ทั้งนี้ สำหรับ “สัญญาณเตือน” ว่าการ “คิดบวก…กำลังทำร้ายตนเอง และผู้อื่น” นั้น…มี “วิธีสังเกต”ลักษณะที่เข้าข่ายภาวะดังกล่าว ดังนี้คือ… “ชอบหาเหตุผลมาอธิบายให้รู้สึกดี”ทั้งต่อตัวเองและคนรอบข้าง โดย ไม่รับรู้ความเป็นจริงในบริบทที่คนหรือสถานการณ์จริงตรงหน้าไม่โอเค ยังคงพยายามทำให้ตนเองอารมณ์ดี หรือสดใสร่าเริงตลอดเวลา หรือชอบเปลี่ยนเรื่อง ชอบให้เหตุผลเข้าข้างตนเอง เพื่อให้มีข้ออ้างหรือข้อแก้ตัว จน ทำให้ปัญหาที่เกิดไม่ได้รับการแก้ไข
“ชอบโทษคนอื่นเพื่อให้ตัวเองรู้สึกด้านบวกกับตนเอง” กรณีนี้ถือเป็น ลักษณะนิสัยที่ไม่ดี เพราะความไม่ดีต่าง ๆ จะถูกยกให้เป็นของคนอื่น ๆ หรือ โทษทุกสิ่งทุกอย่าง ยกเว้นแต่กับตัวเอง เช่น เมื่อมีเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้น คนที่มีลักษณะพฤติกรรมนี้มักจะมองสิ่งแย่ ๆ ที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากคนอื่นหรือจากสิ่งอื่น ๆ ส่งผลให้ตัวเอง ไม่ได้ตระหนัก หรือสำนึก หรือเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองทำผิดพลาดไป ซึ่งก็จะทำให้ ขาดโอกาสเรียนรู้เพื่อลดความผิดพลาด และยังรวมถึงส่งผล…
ทำให้ ขาดโอกาสจะพัฒนาตัวเอง ด้วย

สัญญาณเตือนหรือวิธีสังเกตต่อมา…“มักจะมีลักษณะขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น”นี่ก็อีกลักษณะที่เกิดจาก“ภาวะคิดบวกเป็นพิษ” โดยคนที่มีลักษณะนี้จะมีอาการไม่แตะ ไม่สัมผัส ไม่รับรู้ ไม่ยอมรับความรู้สึกด้านลบของตนเอง โดยเฉพาะความทุกข์ ความเศร้า ความโกรธ ทำให้กลายเป็นคนขาดความเข้าใจในความรู้สึกของตนเองและอารมณ์ที่แท้จริงของผู้อื่น จน สูญเสียคุณภาพการเป็นผู้ฟังที่ดีเละการใส่ใจความรู้สึกผู้อื่น จนขาดทักษะการอยู่ร่วมกับอารมณ์ด้านลบ
นอกจากนี้ก็ยังมีแบบที่… “มักชอบบิดเบือนความจริง”พยายามมองตัวเองเชิงบวกมาก ๆ หรือแม้แต่ อวยตัวเอง จนเป็นเหมือนคนชอบสร้างวิมานในอากาศ หรือสะกดจิตหลอกตนเอง ซึ่งนานวันเข้าจะพัฒนาสู่การมีบุคลิกภาพ หลงตัวเอง
และ…“มักจะเพิกเฉยต่อปัญหา”ด้วยการไม่รับรู้ ไม่ใส่ใจ หรือออกตัวว่า ไม่อยากแตะปัญหา เพราะไม่อยากไม่สบายใจ ทั้งที่มีส่วนต้องรับผิดชอบ ด้วย, “เปลี่ยนสถานการณ์ผิดปกติให้ดูปกติ”ด้วยการ บอกตัวเองหรือคนอื่นว่า…ไม่เป็นอะไร ไม่มีอะไร แต่จริง ๆ ก็กำลังทุกข์ใจ หรือรู้สึกเครียดและรู้สึกแย่ อยู่, “ขาดความกล้าการเป็นตัวเอง”เพราะต้องการรักษาความรู้สึกเชิงบวก จนไม่กล้าแสดงความเห็นที่แตกต่าง …เหล่านี้ก็เป็น “ลักษณะเด่น ๆ” ของผู้ที่อาจจะเข้าข่ายเกิดภาวะนี้…“ภาวะคิดบวกเป็นพิษ” หรือ “Toxic Positivity” ภาวะที่ “เกิดได้กับผู้มองโลกแง่บวกจนเกินไป”
พฤติกรรมเหล่านี้ “สังคมก็เห็นบ่อย”…
ที่ “รวมถึงกับกรณีคนดังอื้อฉาวอื้ออึง”
ทั้งนี้ กับ “ภาวะคิดบวกเป็นพิษ”นี้ ทาง ผศ.พญ.ทานตะวัน อวิรุทธ์วรกุล แนะนำ “แนวทางบำบัด” ไว้ด้วยว่า… ทำได้โดย 1.ฝึกรับรู้อารมณ์ ความคิด ความรู้สึก ตามความเป็นจริง เพื่อเผชิญหน้ากับความรู้สึกเชิงลบ2.ฝึกการสื่อสารที่เหมาะสม เพื่อให้สื่อสารตรงความรู้สึก-ความต้องการที่แท้จริง 3.ฝึกเข้าใจตัวเองและผู้อื่น เพื่อให้หัวใจความเป็นมนุษย์คืนกลับมา 4.ฝึกมองโลกตามความเป็นจริง ซึ่งแม้มองโลกในแง่ดีจะดี แต่มองโลกตามความจริงที่มีด้านบวกและลบจะช่วยให้เกิดปัญญาทางจิตใจ ทำให้รู้สึกทุกข์น้อยลง แม้กำลังเจอเรื่องแย่ก็ตาม …นี่เป็นแนวทางลด “ผลร้าย”ภาวะคิดบวกเป็นพิษ
สังคมไทยก็เห็นเยอะ “คิดบวกเป็นพิษ”
โดย “บางเคสก็ดูจะถึงขั้นหลงตัวเอง”
กลางเสียงวิพากษ์ “อยู่ยากแล้วล่ะ??”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



