ทั้งนี้ กรณีคู่รักคนดังบางคู่ก็ว่ากันไป อย่างไรก็ตาม หากจะดูกันในภาพรวม ๆ ไม่เฉพาะเจาะจงใคร ว่าด้วยการ “ติดในวังวนรักแย่ ๆ”นั้น กรณีแบบนี้ก็ดูจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดอยู่ในวังวนเช่นนี้ แม้จะรู้ว่าความสัมพันธ์รักนั้นไม่ใช่รักที่ดี แต่ก็กลับ “ไม่ยอมหนีออกจากวังวนรักที่เป็นพิษ”…
แม้จะ “สามารถหนีกับดักรักแย่ ๆ ได้”
แต่…“ก็กลับเลือกจะยอมติดในกับดัก”
ว่าด้วย “เหตุผล-ปัจจัย” ที่ทำให้บางคน “ทนอยู่กับรักแย่ ๆ” โดย “ไม่ยอมหนีจากวังวน” นั้น กรณีนี้ก็มีข้อมูลที่น่าสนใจที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ ณ ที่นี้ โดยเป็นข้อมูลจากบทความใน www.istrong.co เรื่อง “เหตุผลทางจิตวิทยา…ทำไมหลายคนถึงอดทนกับความรักแย่ ๆ” ที่ได้มีการวิเคราะห์และอธิบายเรื่องนี้ไว้น่าสนใจ โดยสังเขปมีดังนี้…
ในบทความดังกล่าวสะท้อนไว้ว่า… หลายคนคงเคยสงสัยว่า…ทำไมบางคนยังคงอดทนอยู่กับรักแย่ ๆ หรือยอมตกอยู่ในความรักที่ทำให้ต้องเสียใจอยู่ตลอดเวลา หรือยังยอมอยู่ด้วยกันแม้จะถูกทำร้ายหรือถูกใช้ความรุนแรงจากคนรัก ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หลายคนเลือกที่จะไม่หนีออกจากรักแย่ ๆ นั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องวิเคราะห์ถึง “มุมมองความรัก”ของคน ๆ นั้นเสียก่อนว่า…
“คนที่ยอมอดทนกับรักแย่ ๆ” นั้น…
มีการ “มองรักของตนเป็นแบบไหน?”
ขยายความ “มุมมองความรัก” ที่เป็น “ปัจจัยสำคัญ” มีการระบุไว้ว่า… การที่คน ๆ หนึ่งจะเห็นว่าตัวเองมีคุณค่า หรือคู่ควรกับความรักแบบไหน ขึ้นกับการที่คน ๆ นั้นให้คุณค่าความสำคัญระหว่างความรักกับชีวิตของตนเพียงใด? หรือมีมุมมองต่อรูปแบบความรักของตนว่าควรเป็นอย่างไร? ซึ่งทุก ๆ อย่างเหล่านี้ล้วนมาจาก “ภาพสะท้อนในจิตใจ”ทั้งสิ้น หรือจะให้เข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับภาพสะท้อนในใจ ก็ต้องให้ลองจินตนาการตามถึงคน ๆ หนึ่งที่โตมากับการส่องกระจกแย่ ๆ ที่สะท้อนภาพตลก ๆ ที่ทำให้สะโพกใหญ่กว่าปกติ ซึ่งการที่คน ๆ นั้นต้องเห็นภาพสะท้อนตัวเองในกระจกแบบนั้นไปเรื่อย ๆ…
สุดท้ายก็จะ “เชื่อในภาพปลอมที่เห็น”
โดย “เชื่อว่าภาพที่เห็นนั้นคือเรื่องจริง”

จากกรณีตัวอย่างข้างต้น…ก็เช่นเดียวกับ “มุมมองต่อความรัก” ถ้าคน ๆ นั้น มีภาพสะท้อนภายในจิตใจเกี่ยวกับความคู่ควรของตัวเองกับความรักที่จะได้ ซึ่งภาพสะท้อนเหล่านี้อาจเริ่มต้นมาตั้งแต่วัยเด็ก เช่น เด็กจะรู้สึกว่าเขามีความสำคัญหรือไม่นั้น ก็จะดูจากการตอบสนองต่อความต้องการของตัวเด็กจากคนที่เลี้ยงดูเด็กคนนั้นมา ซึ่งถ้าหากคนเลี้ยงไม่แสดงความรัก และมักมีอารมณ์โกรธ โมโห หงุดหงิด เศร้าซึม หรือเพิกเฉยเด็ก ที่จะด้วยเพราะคนเลี้ยงกำลังทุกข์ใจ หรือเศร้าเสียใจกับเรื่องอะไรอยู่ แต่การแสดงออกต่อเด็กแบบนี้เด็กจะไม่สามารถเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกหรือความทุกข์ของคนเลี้ยงได้
“เด็กจะไม่เข้าใจอารมณ์แบบนี้ของผู้ใหญ่ เด็กจึงตีความว่า…ที่โดนแบบนี้เพราะเขาไม่เป็นที่รัก ยิ่งถ้าถูกตะคอกหรือทำโทษด้วยวิธีรุนแรง เด็กก็จะเรียนรู้ต่อการตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งวิธีดังกล่าวจะแสดงออกและส่งผลต่อคนรอบตัวของเขาในอนาคต…แม้แต่การแสดงออกทางด้านความรักที่มีต่อคู่รัก” …นี่เป็นการอธิบายไว้
กับ “ภาพสะท้อนภายในใจแต่วัยเด็ก”
ที่สามารถ “ส่งผลต่อมุมมองความรัก”
ทั้งนี้ ข้อมูลในบทความใน www.istrong.co ยังระบุถึง “ความสัมพันธ์แบบทำร้ายกัน” ไว้ว่า… เมื่อความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นเป็นความสัมพันธ์ที่ทำร้ายกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นการว่ากล่าว ตำหนิด้วยถ้อยคำรุนแรง พูดจาทิ่มแทงปมด้อยอีกฝ่าย หรือแม้แต่พูดสิ่งที่ไม่เป็นความจริงเพื่อต้องการทำให้อีกฝ่ายเจ็บปวด ทั้งหมดนี้ก็สะท้อนความเจ็บปวดที่เกิดในใจของเขาเช่นกัน ขณะที่ การต้องอยู่ในรูปแบบความสัมพันธ์แย่ ๆ นานวันเข้าก็จะส่งผลต่อ self-esteem ของคน ๆ นั้น จนเริ่มสงสัยในความสามารถของตัวเอง (self-doubt) หรือแม้แต่คุณค่าของตัวเองซึ่งระยะยาวอาจทำให้เกิดเป็นโรคซึมเศร้าได้ด้วย
แล้ว “จะแก้อย่างไร?” เพื่อไม่ให้เจ็บกับความสัมพันธ์ที่ทำร้ายกัน หรือ “หลุดจากวังวนรักแย่ ๆ”… ในแหล่งข้อมูลเดิมได้แนะนำไว้ว่า… วิธีแก้ความเจ็บปวดที่เกิดจากรักแย่ ๆ ทำได้โดยเริ่มจากเปลี่ยนมุมมองความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ว่ามาจากการที่โดนคนอื่นกระทำ และตอบสนองความรักที่แย่ด้วยการเยียวยาตัวเอง โดยไม่ใช้วิธีไปทำร้ายคนที่เรารักคืน รวมถึงพยายามเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการตระหนักรู้ภายในจิตใจตัวเอง ซึ่ง เมื่อใดที่เข้าใจตัวเองก็จะเยียวยาตัวเองได้
“การเยียวยาตัวเอง ทำได้โดยค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญกับเรา ซึ่งก็คือ core value หรือค่านิยมหลักที่เราให้กับชีวิตตัวเอง ซึ่งจะทำให้ตัดขาดจากรักแย่ ๆ ได้ ซึ่งเมื่อเรารักตัวเองเป็น เราก็จะดึงดูดรักที่เห็นว่าคู่ควรกับเราเข้ามาเอง”
นี่เป็น “จิตวิทยาวิเคราะห์” ถึง “ปัจจัย”
ว่า “ไฉนหนีจากวังวนรักแย่ ๆ ไม่ได้?”
และ “จะหนีได้…จะต้องทำอย่างไร?”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



