ทาง World Bank หยอดคำหวานถึงไทยว่าทึ่งนวัตกรรมการเงินรูปแบบนี้ อย่างไรก็ตาม กับ “หวยเกษียณ” ที่ไทยหวังใช้เป็นหนึ่งในแนวทางปฏิรูประบบสวัสดิการ “รองรับสังคมสูงวัย” นี้…ก็ “มีมุมสะท้อนน่าพิจารณา” จากนักวิชาการไทย…

แม้จะ “ไม่ปฏิเสธว่าแนวนโยบายนี้ดี”

แต่ก็ “ชี้ว่าจำเป็นที่ไทยจะต้องรัดกุม”

เพื่อ “ไม่ให้มีการใช้ผิดวัตถุประสงค์!!”

ทั้งนี้ เกี่ยวกับ “แนวคิดหวยเกษียณ” นี้ จากข้อมูลที่ทางกระทรวงการคลังระบุไว้ นโยบายนี้จะใช้งบประมาณ 750 ล้านบาทต่อปี โดยจะ กระตุ้นให้เกิดการออมได้ถึง 13,000 ล้านบาทต่อปี อีกทั้งยังจะช่วย ดึงเม็ดเงินจากการเสี่ยงโชคนอกระบบเข้าสู่ระบบได้อีกด้วย โดยหวยเกษียณที่ว่านี้ จะเป็นสลากขูดแบบดิจิทัล ใบละ 50 บาท โดยจะขายให้ประชาชนสัญชาติไทยที่อายุ 15 ปีขึ้นไป ซื้อได้ไม่เกิน 3,000 บาทต่อเดือน แต่สามารถซื้อได้ทุกวัน โดยจะออกรางวัลทุกวันศุกร์ ซึ่งเงินค่าซื้อสลากทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นเงินออม ไม่ว่าจะถูกรางวัลหรือไม่ก็ตาม และเมื่ออายุครบ 60 ปีก็จะคืนเงินทั้งหมดให้ผู้ซื้อสลาก

นี่เป็นข้อมูลโดยสังเขป“หวยเกษียณ”

ที่ธนาคารโลกออกปากชื่นชมแนวคิดนี้

รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน

อย่างไรก็ตาม แม้แนวคิดนี้จะ กระตุ้นให้คนไทยออมเงินเพิ่มขึ้น…แต่ก็มีความกังวลด้วยเช่นกัน โดยกรณีนี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูล ณ ที่นี้ ซึ่ง รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน คณบดี คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สะท้อนไว้น่าสนใจ โดยสังเขปมีว่า… การที่ธนาคารโลกสนใจและชื่นชม “หวยเกษียณ” หรือ “โครงการสลากออมสินดิจิทัลเพื่อการออมระยะยาว” เป็นสัญญาณบวกต่อไทยในมิติการออกแบบนโยบาย ส่งเสริมการออมแบบจูงใจพฤติกรรม (behavioral policy design) ที่ผสมผสานแนวคิดและแรงจูงใจเชิงพฤติกรรมกับเป้าหมายเศรษฐกิจ

นี่เป็น “มุมดีของแนวคิดนโยบาย” นี้

ที่ทางนักวิชาการไทยท่านนี้ได้ระบุไว้

สำหรับ“เหตุผล”ที่มองนโยบายการออมรูปแบบนี้ว่า “เป็นเรื่องที่ดี” นั้น นักวิชาการ มธ. ท่านเดิม ระบุไว้ว่า… เพราะโครงการดังกล่าวได้ ใช้กลไกการลุ้นรางวัลเพื่อจูงใจให้ประชาชนกลุ่มรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยมีแรงจูงใจที่จะยอมออมเงินในระยะยาวกับช่วยให้ประชาชนรู้สึกว่าการออมเงินไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่ทำได้ง่ายแถมยังได้ลุ้นรางวัลอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดวินัยทางการเงิน โดยแนวทางนี้ไม่ได้ใช้มาตรการภาษี หรือการบังคับ เหมือนกับที่หลาย ๆ ประเทศใช้ ซึ่งแนวทางนี้ ทางจิตวิทยาเรียกว่าการเสริมแรงเพื่อส่งเสริมพฤติกรรมในเชิงบวกของมนุษย์ (reward reinforcement)

ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่ธนาคารโลกจะถือเป็นตัวอย่างเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ที่ช่วยให้ผู้คนออมโดยไม่ผ่านการบังคับ และยังสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และนโยบายผู้สูงอายุอีกด้วย” …รศ.ดร.อัจฉรา ระบุไว้

แต่ทั้งนี้ ทางนักวิชาการท่านนี้ก็ได้ระบุไว้ด้วยว่า… แม้นโยบายนี้จะเป็นเรื่องดีที่ส่งเสริมให้คนออมระยะยาว แต่ “มีสิ่งที่ควรระวัง!!” นั่นก็คือ… หวยเกษียณอาจกลายเป็นการพนันแฝงในรูปแบบการออม??” เพราะอาจส่งผลให้พฤติกรรมหรือวินัยการออมเงินระยะยาวของประชาชนเปลี่ยนไป เพราะ คนอาจจะคาดหวังถึงผลรางวัลมากกว่าความมั่นคงการเงิน รวมถึงความเหลื่อมล้ำการเข้าถึงข้อมูลก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจ จนทำให้บางกลุ่มหลงเข้าใจผิดว่าหวยเกษียณคือการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งตามหลักกระจายความเสี่ยงแล้วควรต้องกระจายการลงทุนหลาย ๆ รูปแบบ …นี่เป็นอีกมุมที่นักวิชาการสะท้อนไว้

และ รศ.ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน ยังระบุไว้อีกว่า… ดังนั้นภาครัฐ ต้องไม่ทำให้โครงการหวยเกษียณกลายเป็นการพนันแฝง หรือเกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นการลงทุนหวังผลตอบแทนสูง ต้องกำกับดูแลและสื่อสารชัดเจนถึงเป้าหมายหลักของโครงการ และ ในระยะยาวควรมีการศึกษาผลกระทบต่อพฤติกรรมการออม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อปรับปรุงนโยบายให้เข้ากับบริบทสังคมไทยที่มีความเป็นพลวัต อย่างสม่ำเสมอ และ ควรส่งเสริมการออมรูปแบบนี้ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างบำนาญถ้วนหน้าและรัฐสวัสดิการ เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างยั่งยืน

“เพราะบริบทสังคมไทยวันนี้ ผู้มีสวัสดิการบำนาญหลังเกษียณมีไม่ถึง 10% เท่านั้น และผู้สูงวัยส่วนใหญ่ประคองชีวิตด้วยเบี้ยผู้สูงอายุ 700-1,250 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนตัวมองว่าน้อยเกินไปและไม่เพียงพอต่อการยังชีพ ซึ่งเบี้ยผู้สูงอายุควรปรับเพิ่มให้อยู่ที่ 2,000 บาทต่อเดือนเป็นอย่างต่ำ จึงจะสอดคล้องกับค่าครองชีพปัจจุบัน” …ทางนักวิชาการ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ระบุ และเสนอไว้ด้วยว่า… ไทยควรเปลี่ยนมุมมองสวัสดิการผู้สูงอายุเป็นรูปแบบความเป็นอยู่ที่ดีมากกว่ามองเป็นการให้เงินบำนาญเพื่อประทังความยากจน ควรจะให้สวัสดิการบนพื้นฐานการส่งเสริมชีวิตที่ดี-ชีวิตมีคุณภาพ

นี่เป็นมุมวิเคราะห์เรื่อง “หวยเกษียณ”

ที่ “ไทยได้รับคำชมแต่ยังมีการบ้าน”

เพราะ “ไม่เช่นนั้นก็ยากที่จะยั่งยืน??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์