ทั้งนี้ ยุคนี้ “ผู้สูงอายุไทยเสี่ยงสูงที่จะตกเป็นเป้า” ทั้งการ ถูกจี้ปล้น รวมถึง ถูกละเมิดสิทธิรูปแบบต่าง ๆ”จากการที่ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อย “อยู่เพียงลำพัง” เพราะไร้ครอบครัว จึงทำให้ “ง่ายที่จะตกเป็นเหยื่อ!!”…

เพราะ “ไร้คนดูแลปกป้องคุ้มครอง”

อีกทั้ง “สังคมไทยก็ยังไร้กลไกป้องกัน”

ดังนั้น “ผู้สูงอายุจึงยิ่งตกเป็นเป้าง่าย!!”

โฟกัสกันที่ “กลไกคุ้มครองผู้สูงอายุไทย” เพื่อ “ป้องกันถูกละเมิดสิทธิ” ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลงานวิจัยฉบับหนึ่งซึ่งหยิบยกเรื่องนี้เป็นหัวข้อศึกษาวิจัย นั่นคืองานวิจัยที่ชื่อ “มาตรการกลไกป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุ” โดย รศ.ดร.เดชา สังขวรรณ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งงานวิจัยนี้มีการเผยแพร่ผ่านสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU-RAC) ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) …ผลวิจัยนี้น่าคิด-มีข้อเสนอน่าสนใจ…

รศ.ดร.เดชา ได้สะท้อนไว้ในรายงานวิจัยชิ้นนี้ โดยสังเขปมีว่า… ปัจจุบันสังคมไทยก้าวสู่ “สังคมผู้สูงอายุ” แล้ว จึงต้องเตรียมรับมือปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง “สิทธิผู้สูงอายุ” จากการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกายและจิตใจ ทำให้ต้องเปลี่ยนสถานภาพและบทบาทจากผู้ที่เคยเป็นผู้ดูแลมาเป็นผู้พึ่งพา จึง “ง่ายต่อการถูกเอารัดเอาเปรียบ” ดังนั้นสังคมจะต้องมีมาตรการและกลไกเพื่อป้องกันปัญหาซึ่งอาจเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ …นี่เป็นที่มา-วัตถุประสงค์การศึกษาวิจัยเรื่องนี้

ขณะที่หัวข้อการ“ละเมิดสิทธิผู้สูงวัย” นั้น ผลการศึกษาวิจัยได้พบประเด็นหลาย ๆ เรื่อง โดย พบข้อมูลว่า “การละเมิดสิทธิมีรูปแบบหลากหลาย” โดยมีทั้งการใช้ความรุนแรงทางร่างกาย ทางจิตใจ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ… ผู้ละเมิดส่วนใหญ่คือบุคคลใกล้ชิด เช่น คู่สมรส บุตรหลาน เครือญาติ โดย “ถูกละเมิดสิทธิทางวาจา” นั้น พบบ่อยที่สุด” ทั้งจากบุคคลอื่น บุคคลรอบข้าง บุคคลใกล้ชิด ซึ่งการละเมิดด้วยวาจานี้ ส่งผลกระทบต่อภาวะอารมณ์และจิตใจผู้สูงอายุไม่น้อย

ส่วน “ถูกละเมิดสิทธิทางร่างกาย” ผู้สูงอายุมักจะถูกละเมิดสิทธิโดย ถูกทำร้ายร่างกายพบบ่อยที่สุด รองลงมาคือถูกละเมิดทางเพศ ที่มักเกิดกับผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงบุคคลอื่น เนื่องจากโรคประจำตัว หรือมีภาวะความจำเสื่อม

ละเมิดสิทธิผู้สูงวัยมิใช่มีแค่วาจากาย

กับการ “ถูกละเมิดสิทธิทางการเงินและทรัพย์สิน” นั้น ผลศึกษาวิจัยก็ พบการแสวงประโยชน์ทางการเงินและทรัพย์สินจากผู้สูงอายุบ่อยครั้งเช่นกัน โดยที่ ผู้แสวงประโยชน์ก็มีทั้งสมาชิกในครอบครัว อาทิ ลูกหลาน เครือญาติ และบุคคลภายนอก ทั้งที่เป็นคนแปลกหน้า รวมถึงเป็นคนรู้จัก โดยมักทำผ่านช่องทางสื่อสารต่าง ๆ ทั้งในชีวิตจริง-ชีวิตประจำวัน รวมถึงผ่านช่องทางออนไลน์-โซเชียลมีเดีย …เหล่านี้เป็นข้อมูลโดยสังเขปเกี่ยวกับกรณี “ละเมิดสิทธิผู้สูงวัย”

และนอกจากข้อมูลข้างต้นแล้ว ทาง รศ.ดร.เดชา ยังสะท้อนไว้ถึงผลศึกษาที่พบอีกประเด็นหนึ่งซึ่งก็ “น่าวิตก” ไม่แพ้กัน โดยพบว่า… ในไทยในยุคปัจจุบันพบแนวโน้ม “ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังเพิ่มขึ้น” อันเกิดจากสาเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ประกอบกัน ไม่เพียงการไม่มีลูกหลาน อาทิ ฐานะเศรษฐกิจครอบครัว ทำให้ลูกหลานต้องออกจากบ้านไปทำมาหากินต่างถิ่น ทำให้ต้องทิ้งผู้สูงอายุไว้ตามลำพัง และทำให้ขาดการช่วยเหลือดูแลอย่างเหมาะสม ซึ่งมักเกิดขึ้นกับครอบครัวฐานะยากจน โดยแนวโน้ม ปัญหาจากการที่ผู้สูงอายุถูกทอดทิ้งและถูกละเลย นับวันมีแต่จะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีสิ่งที่น่าตกใจตามมาคือ แม้จะพบกรณี ปัญหา “ผู้สูงอายุถูกละเมิดสิทธิ” เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่จากการศึกษา “กลไกป้องกัน” พบว่า… สังคมไทยยังไม่มีแนวทางที่เป็นทางการในการปกป้องคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ อาทิ การให้ข้อมูลความรู้ ทั้งต่อกลุ่มผู้สูงอายุเอง เพื่อให้ทราบสิทธิในการป้องกันสิทธิของตน และต่อผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะบุตรหลาน ผู้ดูแล ส่วนเรื่อง “มาตรการทางกฎหมาย” นั้น แม้จะมีการบัญญัติสิทธิผู้สูงอายุ อาทิ พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ ในหมวดว่าด้วยสิทธิของผู้สูงอายุ เพื่อใช้เป็นแนวทางสร้างกลไกปฏิบัติ แต่กลับ ยังไม่มีการกำหนดบทลงโทษผู้ละเมิดสิทธิผู้สูงอายุเอาไว้โดยตรง และเมื่อเกิดกรณีกับผู้สูงอายุขึ้น ผู้สูงอายุจะได้รับการคุ้มครองเยียวยาด้วยการพิจารณาเป็นแต่ละกรณีไป

ทาง รศ.ดร.เดชา สังขวรรณ ได้ระบุไว้ในรายงานวิจัยด้วยว่า… จากผลศึกษาที่พบว่า กลไกและมาตรการป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุที่มีอยู่ยังไม่มีประสิทธิภาพเชิงป้องกันได้เพียงพอ จึงจัดทำ “ข้อเสนอแนะ” การบรรเทาปัญหาเรื่องนี้ไว้ ดังนี้คือ… ควรมีแนวทางป้องกันระดับชุมชน เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิผู้สูงอายุโดยใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อป้องกัน, ทบทวนปรับปรุงกฎหมายให้สอดคล้องสถานการณ์ รวมถึงข้อกำหนด-ระเบียบต่าง ๆ ด้วย, เร่งพัฒนาระบบการป้องกันทุกระดับ ทั้งระดับชุมชน จังหวัด ประเทศ …ทั้งนี้ เพื่อ “ให้ความช่วยเหลือผู้สูงอายุที่ถูกละเมิดสิทธิคุ้มครองสิทธิ” นั้น…

ไทยจำเป็น “ต้องเร่งเครื่องแก้ปัญหา”

และก็ “ต้องเร่งเครื่องป้องกันปัญหา”

ต้อง “สกัดเหตุสลดหดหู่เกิดซ้ำ ๆ”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์