ทั้งนี้ จากกรณีละเมิดพระวินัยที่เกิดขึ้นมากก็ได้มีการทำวิจัยเรื่อง “การป้องกันการละเมิดพระวินัยของภิกษุ” โดยเกี่ยวกับงานวิจัยนี้ ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็ได้เคยสะท้อนไว้นั้น ในยุคที่วงการผ้าเหลืองเกิดประเด็นอื้ออึงร้อนฉ่าอีก…กับข้อมูลวิจัยนี้ ที่เป็น “งานวิจัยวงการพระภิกษุสงฆ์โดยพระภิกษุสงฆ์”นี่ก็น่าพลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูลชวนชาวพุทธพินิจกันอีก กับกรณี “ละเมิดพระวินัย”…

ปัญหากรณี “ภิกษุละเมิดพระวินัย”

มีงานวิจัย “ปัจจัย” และ “การป้องกัน”

จากข้อสังเกต จาก “ปุจฉา” หลังวงการภิกษุสงฆ์เกิดกระแสลบครึกโครมอื้ออึงมาก กรณี “ละเมิดพระวินัย” ก็นับว่ายิ่งน่าพิจารณา ซึ่งแหล่งข่าวผู้สันทัดกรณีด้านพระพุทธศาสนารายหนึ่งเคยสะท้อนกับ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ไว้ว่า… สาเหตุหนึ่งที่หลัง ๆ มานี้ในสังคมชาวพุทธไทยมี “เหตุไม่ดีไม่งามในแวดวงพระสงฆ์ปรากฏบ่อย ๆ” นั้น…ก็อาจเพราะยุคนี้มีการเติบโตขยายตัวของ “สื่อโซเชียล” ที่เป็นกลไก “ทำให้สังคมได้รู้ได้เห็นบ่อย ๆ” ถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของผู้ที่อยู่ในสถานะพระภิกษุสงฆ์ รวมถึงเณร ซึ่งในอดีตเหตุการณ์ลักษณะนี้ก็อาจเกิดมาก แต่ไม่ได้รู้เห็นกันบ่อยเท่ายุคนี้ …นี่เป็นแง่มุม “วิสัชนา”

อย่างไรก็ดี กับการ “ป้องกันการละเมิดพระวินัยของภิกษุ”นั้น…เรื่องนี้ก็ “สำคัญ” ซึ่งก็มีงานวิจัยที่น่าพิจารณา ที่จัดทำไว้โดย พระมหาบุญส่ง สิริภทฺโท บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และ พระมหาอดิเดช สติวโร คณะพุทธศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ศึกษาเรื่องนี้ไว้ และเผยแพร่อยู่ใน วารสารพุทธมัคค์ ศูนย์วิจัยธรรมศึกษา ปีที่ 5 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม 2563) โดยวัตถุประสงค์การทำวิจัยเรื่องนี้ คณะวิจัยท่านระบุไว้ว่า…เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการละเมิดพระวินัยและค้นหาแนวทางการป้องกันการละเมิดพระวินัยของภิกษุในสังคมไทย

งานวิจัยนี้ได้สะท้อน “สภาพปัญหาการละเมิดพระวินัยของภิกษุ” ไว้ โดยสังเขปมีว่า… อาจเกิดได้จากปัจจัย 3 ประการคือ… 1.การไม่รู้พระวินัย 2.การไม่ปฏิบัติตามพระวินัย 3.การตีความพระวินัยต่างกันโดยปัญหาที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ก็อาจมีสาเหตุจาก การศึกษาและการปกครองคณะสงฆ์ หรือจาก ความสัมพันธ์กับอุบาสก อุบาสิกา รวมถึงอาจมีสาเหตุจาก สภาพสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไปมากจากในอดีต …นี่เป็นการวิเคราะห์ “ปัจจัยสาเหตุ” ที่น่าพินิจพิจารณา…

กรณี “การละเมิดพระวินัยของภิกษุ”

นอกจากนั้น ในรายงานวิจัยที่มีการเผยแพร่ไว้ได้ชี้ไว้ว่า… การที่จะถือว่าภิกษุ “ละเมิดพระวินัย” จะต้องมี “อาการ 6 อย่าง” ได้แก่… ต้องด้วยไม่ละอาย, ต้องด้วยไม่รู้ว่าสิ่งนี้จะเป็นอาบัติ, ต้องด้วยสงสัยแล้วขืนทำลง, ต้องด้วยสำคัญว่าควรในของที่ไม่ควร, ต้องด้วยสำคัญว่าไม่ควรในของที่ควร, ต้องด้วยลืมสติ …นี่เป็นอาการต่าง ๆ ที่ถือว่าละเมิดพระวินัย และส่วนร้ายแรงที่สุดของการละเมิดพระวินัยของพระภิกษุสงฆ์ นั้น คือ… ต้องอาบัติปาราชิก” ที่เกี่ยวกับ“ความผิด 4 อย่าง” ที่จะ ทำให้ผู้ละเมิดขาดจากความเป็นภิกษุ ไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่ง 4 อย่าง หรือ 4 สิขาบท นี้ กล่าวคือ…

ภิกษุที่เสพเมถุน กับมนุษย์ อมนุษย์หรือสัตว์เดรัจฉานตัวเมีย ทางทวารหนัก ทวารเบา หรือปาก เว้นแต่ภิกษุนั้นไม่รู้สึกตัว ไม่ยินดี วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน ประสบทุกขเวทนาหนัก, ภิกษุลักเอาทรัพย์ ที่คนอื่นไม่ให้ได้ราคา 5 มาสก เว้นแต่ถือเอาความคุ้นเคย คือเคยเห็นกันมา เคยคบกันมา เคยบอกอนุญาตกันไว้ เขายังมีชีวิตอยู่ รู้ว่าเมื่อเราถือเอาแล้วเขาจักพอใจ, ภิกษุจงใจฆ่าเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่ามนุษย์ให้ตาย เว้นแต่ไม่ได้จงใจฆ่า ไม่รู้ ไม่มีความประสงค์จะฆ่า วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน ประสบทุกขเวทนาหนัก, ภิกษุจงใจอวดอุตตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน เว้นแต่ได้บรรลุ หรือไม่ประสงค์จะกล่าวอวด วิกลจริต มีจิตฟุ้งซ่าน …นี่เป็น “ผิด 4 อย่าง” ที่ทำให้ “ขาดความเป็นพระ” จากการเป็นความผิดใหญ่ทำให้ “ต้องอาบัติปาราชิก”

ทั้งนี้ งานวิจัยพระภิกษุสงฆ์โดยพระภิกษุสงฆ์ดังกล่าวได้เสนอแนะ การแก้ไขปัญหาการละเมิดพระวินัย ป้องกันการต้องอาบัติปาราชิก ซึ่งโดยสังเขปมีว่า…มีหลายวิธีที่นำมาใช้ได้ ทั้งการแก้ปัญหาผ่านมาตรการทางพระวินัย และการแก้ด้วยการใช้หลักธรรม ผ่านแนวทางต่าง ๆ คือ…กรณี “เสพเมถุน” แนวทางป้องกัน ปลูกฝังให้ภิกษุยินดีในการประพฤติพรหมจรรย์ สำรวมในกาม รักษาสมณสัญญา มีหิริโอตตัปปะ ไม่ทำตัวใกล้ชิดสนิทสนมกับสตรีจนเกินไป รวมทั้งระมัดระวังการใช้คำพูด การให้ความสงเคราะห์ การเกี่ยวข้องกับสตรีซึ่งแม้ใจบริสุทธิ์แต่ก็อาจเป็นที่ครหานินทา

กรณี “ลักทรัพย์” แนวทางป้องกัน ปลูกฝังให้ภิกษุพยายามไม่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน ของบุคคลอื่น ของวัด รักษาปาริสุทธิศีล 4 ให้บริสุทธิ์ ดำรงชีพด้วยความมักน้อยสันโดษในปัจจัย 4 หากต้องดูแลทรัพย์สินควรมอบหมายให้ไวยาวัจกรหรือกรรมการวัดดูแล ตั้งเป็นคณะกรรมการและทำบัญชีชัดเจน มีการตรวจสอบโปร่งใส, กรณี “ฆ่ามนุษย์” แนวทางป้องกัน เช่น ลดกิจกรรมที่อาจก่อเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกายคนอื่น หากมีการจัดกิจกรรมก็ต้องรอบคอบ ไม่เกิดผลกระทบต่อคนอื่น, กรณี “อวดอุตตริ” แนวทางป้องกัน เช่น หมั่นพิจารณาหน้าที่ของบรรพชิตให้เกิดสมณสัญญา เป็นต้น

ก็ชัดเจนว่ามีปัจจัยแต่ก็ “มีวิธีป้องกัน”

การ “ละเมิดพระวินัยอาบัติปาราชิก”

ที่จะ “สกัดกรณีผ้าเหลืองมัวหมอง”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์