ทั้งนี้ จาก “เหตุร้าย ๆ เกี่ยวกับรัก” ในลักษณะดังกล่าวนี้ ก็ทำให้ผู้คนในสังคมที่ได้รับรู้เรื่องราวจำนวนไม่น้อยพากันตั้งคำถามซ้ำ ๆ ว่า “เกิดอะไรขึ้นกับจิตใจคนไทยยุคนี้?” และรวมถึง “อะไรกันที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดกรณีรักร้ายก่อความรุนแรง?”…ซึ่งคำถามเรื่องนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” มีข้อมูล “คำตอบในทางจิตวิทยา” มาสะท้อนต่อ…
“มีปัจจัยใดกระตุ้นทำให้เกิดเหตุ?”…
คำถามนี้…“มุมจิตวิเคราะห์มีคำตอบ”
เกี่ยวกับกรณี “รักร้ายก่อความรุนแรง” หรือถึงขั้น “ทำลายชีวิต” ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องในไทยนั้น ก็มีมุมจิตวิเคราะห์น่าคิด โดย ผศ.ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์ อาจารย์ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่อธิบาย “ปรากฏการณ์ร้าย ๆ” แบบนี้เอาไว้ผ่าน รายการจิตวิทยาเพื่อคุณ ทางคลื่นวิทยุจุฬาฯ FM 101.5 MHz หลักใหญ่ใจความโดยสังเขปมีดังนี้…
ผศ.ดร.วัชราภรณ์ อาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาฯ สะท้อนไว้ว่า… หลายคนคงเคยสงสัยว่า…ทำไมคนรักกัน แต่เมื่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดบอกเลิก อีกฝ่ายจึงตอบแทนด้วยความรุนแรง? เช่น ฆ่าหั่นศพแฟน ฆ่าตัวตายพร้อมกัน ยิงคู่รักตายแล้วฆ่าตัวตายตาม ซึ่งได้ทำให้หลาย ๆ คนเกิดอีกคำถามว่า… คนรักกันจะไม่ทำร้ายกันจริงหรือเปล่า?ขณะที่กับคำถาม การทำลายทั้งคนที่ตัวเองรักและทำลายตัวเองเมื่ออกหักหรือผิดหวังนั้น…มี “สาเหตุ” มาจากอะไร? ซึ่งกรณีนี้ต้องเริ่มด้วยปุจฉาว่า… ทำไมคนถึงคิดทำร้ายตัวเองเมื่อถูกคนรักทอดทิ้ง? และทำไมจึงคิดฆ่าคนที่รักให้ตาย หรือทำร้ายให้เจ็บปวด เมื่อเขาทอดทิ้งไป?

สำหรับคำถามดังกล่าวนี้…กับปุจฉาดังกล่าวนี้ อาจารย์คณะจิตวิทยา จุฬาฯ ท่านเดิมระบุไว้ว่า… หลายคนอาจตอบง่าย ๆ ว่า…เพราะโกรธหรือเสียใจมาก แต่…หลายคนก็คงเคยเสียใจมากหรือโกรธมากจากความผิดหวังในความรักเช่นกัน…แล้วทำไมจึงไม่ก่อเหตุรุนแรงต่อคนรัก? ฉะนั้น การทำร้ายตนเองและคู่รักเมื่อผิดหวังในความรัก “ไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ” หากแต่ “มีปัจจัยทำให้เกิด” โดยอาจต้องสืบค้นย้อนหลังไปถึงช่วงที่แต่ละคนยังเป็นทารก ในช่วง 2-3 ปีแรกของชีวิต ว่า… ขณะเป็นทารก คน ๆ นั้นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างไร? โดยเฉพาะเรื่อง “ลักษณะความผูกพัน” เพราะ…
ความผูกพันรูปแบบต่าง ๆ “มีผล”…
“มีอิทธิพล” ติดตัวทารกจนเติบโตขึ้น
แล้ว ลักษณะความผูกพันแบบใดที่ทำให้คนเรามีความรักหรือความสัมพันธ์ราบรื่น? หรือแบบใดที่มักทำให้มีปัญหา นำไปสู่การแก้ปัญหาความสัมพันธ์ด้วยการทำร้ายกันในที่สุด?… ทาง ผศ.ดร.วัชราภรณ์ ก็ได้ขยายความไว้ว่า… การที่แต่ละคนมีความเชื่อมั่นในคุณค่าตัวเองไม่เท่ากัน และเชื่อมั่นในคนอื่นแตกต่างกัน เกิดขึ้นเพราะกรณีการเอาใจใส่ในการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก ซึ่งทำให้เกิดเป็น “ลักษณะความผูกพันกับคนอื่น” ที่มี 3 รูปแบบ คือ… 1.แบบมั่นคง, 2.แบบหลีกเลี่ยง, 3.แบบวิตกขัดแย้งโดยที่ความผูกพันแต่ละแบบจะ ทำให้คนเราสร้างหรือรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่นแตกต่างกันไป
จากลักษณะความผูกพันทั้ง 3 แบบข้างต้นนี้ เมื่อโกรธคนรัก…ก็จะแสดงออกมาผ่านรูปแบบที่ต่างกันไป โดยที่ แบบมั่นคง…เมื่อโกรธคนรักก็มักจะคาดหวังในเชิงบวกเสมอ ว่าจะหาทางออกให้กับปัญหาได้, แบบหลีกเลี่ยง…เมื่อผิดหวังมักจะแสดงความก้าวร้าว โกรธเกรี้ยว และก็มักจะเลือกปฏิเสธมิตรไมตรีจากผู้อื่น ขณะที่ แบบวิตกขัดแย้ง…เมื่อถูกคนรักตีจาก หรือผิดหวังความรัก ด้วยความโกรธและความหึงหวงมักจะลงมือทำร้ายคนรัก…นี่เป็น “ผลจากลักษณะความผูกพัน 3 รูปแบบ” ที่มีที่มา “มีเบื้องลึกจากวัยทารก” ซึ่งข้อมูลนี้ก็ตอบคำถาม “รักร้ายก่อความรุนแรง?”
และ “ที่ก็ควรต้องสนใจคือวิธีป้องกัน”
ที่วันนี้ไม่ทัน “ต้องเริ่มตั้งแต่วัยทารก”
ทั้งนี้ คนเป็นพ่อแม่ต้องป้องกันลูกเติบโตขึ้นเป็นผู้ก่อเหตุรักร้ายก่อความรุนแรง ซึ่งทาง ผศ.ดร.วัชราภรณ์ บุญญศิริวัฒน์ ก็มี “คำแนะนำเพื่อลดปัจจัยเสี่ยง” โดยให้แนวทางที่สำคัญไว้ว่า…ต้องเริ่มบ่มเพาะตั้งแต่วัยทารก–วัยเด็ก ด้วยการเปิดโอกาสต่าง ๆ ให้ลูก เช่น… ได้เผชิญความลำบาก, ได้ใช้ความพยายามไขว่คว้าสิ่งที่ต้องการ, ได้เรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาร่วมกับผู้อื่น รวมถึงได้รู้สึกเจ็บปวด เพื่อเรียนรู้วิธีที่จะหลีกเลี่ยงในครั้งต่อไปโดยพ่อแม่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงคอยแนะนำวิธีการที่เป็นประโยชน์ และที่ก็สำคัญคือ พ่อแม่ต้องรับฟังความเจ็บปวดของลูกอย่างเห็นอกเห็นใจ ด้วย
“ผู้ชายมีแนวโน้มก้าวร้าวและทำร้ายตนเองหรือผู้อื่นได้มากกว่าผู้หญิง เพราะมักเสียใจจากการอกหักมากกว่า อีกทั้งเมื่อเทียบกับผู้หญิงแล้ว ผู้ชายมีนิสัยไม่ชอบระบายความพ่ายแพ้ให้ผู้อื่นฟัง จึงมีแนวโน้มเกิดปัญหามากกว่าเมื่อผิดหวังจากความรัก การฝึกให้ลูกเรียนรู้ความผิดหวังตั้งแต่เด็ก เพื่อให้เรียนรู้การจัดการความสัมพันธ์ในความสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม น่าจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดเหตุร้าย ได้” …นี่ก็เป็นอีกส่วนจากข้อมูล-คำแนะนำ
วันนี้ “ต้องช่วยกันป้องกันบุตรหลาน”
โตขึ้น “จะได้ไม่เป็นผู้ก่อเหตุรักร้าย”
จะได้ “ไม่ทำลายชีวิตตนเอง-ผู้อื่น”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



