วันที่ 13 มิถุนายน 2568 ที่อาคารเฉลิมราชกุมารี 60 พรรษา (อาคารจามจุรี 10) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (TNDR) ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดการประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติด้านการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ ครั้งที่ 3 โดยมีสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) บริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ลีโอ โกลบอล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมสนับสนุนการจัดงานในหัวข้อ “พลิกเกมการจัดการภัยพิบัติด้วยเทคโนโลยีและเครือข่ายความร่วมมือ” เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิชาการด้านการรับมือภัยพิบัติในประเทศไทย

ทั้งนี้ ก่อนพิธีเปิดงาน รศ.ดร.ธิติ บวรรัตนารักษ์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ ได้ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้ร่วมประชุมครั้งนี้ว่า งานนี้จัดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายด้านภัยพบัตที่ซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น โดยเป้าหมายของงานครั้งนี้ก็เพื่อสร้างความก้าวหน้าทางวิชาการด้านการจัดการภัยพิบัติ และเสริมสร้างศักยภาพให้หน่วยปฏิบัติงานด้านภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อนำผลงานทางวิชาการ เทคโนโลยี นวัตกรรม และความรู้ต่าง ๆ ไปสู่การใช้งานจริง เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในการจัดการภัยพิบัติของไทยให้แม่นยำ ทันท่วงที และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากนั้น ดร.พิจิตต รัตตกุล ประธานเครือข่ายพัฒนาความเข้มแข็งต่อภัยพิบัติไทย (TNDR) กล่าวเปิดงานครั้งนี้ โดยชี้ถึงความจำเป็นในการพลิกเกมการจัดการภัยพิบัติ จากแนวคิดเดิมที่เน้นเยียวยาหลังเกิดเหตุมาสู่การลงทุนเพื่อป้องกันและลดความเสียหายก่อนภัยพิบัติมาถึง โดยระบุว่าการลงทุนก่อนเกิดเหตุ เช่น การสร้างฟลัดเวย์ หรือทางระบายน้ำสายใหม่เพื่อแบ่งเบาปริมาณน้ำ หรือแม้แต่การออกกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารให้ทนทานแผ่นดินไหว เป็นตัวอย่างของการคิดใหม่ทำใหม่ที่พิสูจน์แล้วว่าช่วยลดความเสียหายได้มหาศาล แม้จะดูเหมือนเป็นการลงทุนที่ยังไม่เห็นผลทันที นอกจากนี้ก็ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมของชุมชน โดยการให้ความรู้ เครื่องมือ และการจัดทำแผนอพยพชุมชนในพื้นที่เสี่ยงว่ามีความจำเป็นมากในขณะนี้ ด้วยความถี่และความรุนแรงของภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้แนวทางหรือวิธีคิดแบบเก่าไม่พออีกต่อไป และเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการรับมือภัยพิบัติในอนาคต TNDR และเครือข่ายจึงได้ประสานความร่วมมือกับ 19 มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยรวบรวมนักวิชาการในหลายสาขากว่า 200 ชีวิต เพื่อระดมสมองแลกเปลี่ยนความเชี่ยวชาญร่วมกัน ซึ่งการร่วมมือกันจะช่วยให้ไทยมีแนวทางรับมือภัยพิบัติที่เป็นระบบ และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ภายหลังพิธีเปิด ดร.พิเชษฐ์ หนองช้าง เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) ให้เกียรติขึ้นบรรยายปาฐกถาพิเศษโดยเน้นย้ำความจำเป็นในการใช้เครื่องมือวิเคราะห์ความเสี่ยงและระบบเตือนภัยที่รวดเร็ว ตลอดจนการให้ความรู้แก่ประชาชน  ซึ่งขณะนี้ สพฉ. กำลังพัฒนาระบบต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อรองรับ อาทิ ระบบ National Digital EMS เพื่อรับแจ้งเหตุทุกประเภท โดยจะเชื่อมโยงข้อมูลกับองค์กรบริหารส่วนจังหวัด  และพัฒนาระบบระบุตำแหน่งที่มีความแม่นยำภายใน 6-10 เมตร รวมถึงระบบการแจ้งเหตุผ่านสื่อหลากหลายรูปแบบ ตลอดจนมีการนำ AI เข้ามาช่วยจัดการภัยพิบัติอีกด้วย 

ขณะที่ ศ.พลกฤษณ์ แสงวณิช ที่ปรึกษาอธิการบดี และผู้อำนวยการสหสาขาวิชาการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติของจุฬาฯ กล่าวว่าจุฬาฯ ได้เร่งผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ด้านการจัดการภัยพิบัติออกไปเพื่อรับใช้สังคม โดยได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายสร้างองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการรับมือภัยพิบัติมากที่สุด

นอกจากนั้นยังได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญของหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมแลกเปลี่ยนสะท้อนมุมมองต่อการจัดการภัยพิบัติของประเทศไทย พร้อมเสนอแนะแนวทางรับมือวิกฤติในอนาคต อาทิ ดร.สุทัศน์ วีสกุล ที่ปรึกษาสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ย้ำถึงความจำเป็นที่ทุกคนต้องร่วมกันพลิกเกมเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยใช้เทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่มารับมือกับเรื่องใหม่ รวมถึงให้ความรู้แก่ชุมชนพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้ชุมชนปรับตัวและมีส่วนร่วมในการรับมือกับภัยพิบัติ

ส่วน ดร.ฐิติวัฒน์ ว่องวรรณกุล กรรมการและผู้จัดการ มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ที่กล่าวว่า มูลนิธิฯ มีภารกิจนอกเหนือจากการบรรเทาทุกข์ นั่นคือการเฝ้าระวังภัยพิบัติ ด้วยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการเฝ้าระวังภัย โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายชุมชนให้สามารถเข้าถึงข้อมูลล่วงหน้าได้ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือได้มากถึง 7 เท่า นี่เป็นมุมมองที่สะท้อนต่อความสำคัญและความจำเป็นที่ทุกภาคส่วนต้องคิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อรับมือภัยพิบัติยุคใหม่

ทั้งนี้ สำหรับบรรยากาศภาพรวมภายในงานนั้น นอกจากมีเวทีเสวนาหัวข้อ “การเตรียมการป้องกันเพื่อการลดผลกระทบจากภาวะวิกฤตภัยพิบัติในบริบทสหสาขา” ที่เปิดพื้นที่ให้นักวิชาการและตัวแทนของภาคส่วนต่าง ๆ อย่าง  สพฉ., สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้ว ในงานช่วงบ่ายยังมีการนำเสนอผลงานวิชาการกับนวัตกรรมต่าง ๆ อาทิ การประยุกต์ใช้เรดาร์ตรวจอากาศเพื่อเฝ้าระวังและติดตามภัยพิบัติด้านอุตุนิยมวิทยา, การพัฒนาอุปกรณ์กรองและตรวจวัดฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่ปิด และอ้อมกอดฉุกเฉิน (Baby Safe Box) ที่เป็นวัตกรรมซึ่งออกแบบมาใช้สำหรับเคลื่อนย้ายทารกในภาวะฉุกเฉิน โดยภายหลังเสร็จสิ้นการนำเสนอผลงานต่าง ๆ ในช่วงเย็นได้มีการประกาศผลรางวัลให้กับผู้นำเสนอผลงานดีเด่น พร้อมกับปิดการประชุมครั้งนี้ ด้วยพิธีส่งมอบธงเจ้าภาพจัดการประชุมครั้งที่ 4 ให้กับตัวแทนของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เจ้าภาพจัดการประชุมในครั้งต่อไป.