ก้าวเข้าไปอยู่ในใจแฟน ๆ ได้อย่างมากมายสำหรับนักร้องสาวมากเสน่ห์อย่าง มีนตรา อินทิรา ที่ปล่อยเพลงไหนออกมาก็ถูกอกถูกใจแฟนเพลงไปเสียหมด แถมทุก ๆ เพลงของเธอก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ทำให้เธอก้าวมาเป็นศิลปินแถวหน้าของไทยได้อย่างสมศักดิ์ศรี ล่าสุด “บันเทิงเดลินิวส์” มีโอกาสพูดคุยกับเธอแบบเอ็กซ์คลูซีฟ จึงไม่พลาดพาทุกคนมารู้จักตัวตนของเธอกัน

คลุกคลีอยู่ในวงการนี้มากี่ปีแล้ว?

“อยู่ในวงการมาประมาณ 10 ปี ย้อนไปก่อนหน้านี้เราเข้าวงการมาได้จากการประกวดรายการคว้าหมายคว้าแชมป์ตอนนั้นได้เข้ามาเป็นศิลปินฝึกหัดของแกรมมี่ โกลด์ก่อน แล้วก็ออกไป จากนั้นก็ได้ประกวดรายการเดอะวอยซ์ ซึ่งในช่วงที่เราหายไปนั้น ก็ออกไปเป็นนักร้องอาชีพ ร้องตามผับตามร้านอาหาร เพราะว่าช่วงนั้น เรายังหาตัวเองไม่เจอยังไม่รู้ว่าตัวเองอยากจะเป็นนักร้องสไตล์ไหน เพราะในช่วงนั้นมันยังต้องเลือกอยู่ว่า ถ้าจะร้องลูกทุ่งก็ต้องร้องลูกทุ่ง ถ้าจะร้องสตริงก็ต้องร้องสตริงซึ่งมันไม่เหมือนกับยุคนี้ที่ดนตรีมาเจอกันแล้วมาผสมผสานกันได้แต่ด้วยความที่มีนร้องลูกทุ่งประกวดมาตั้งแต่เด็ก ช่วงที่เราไปแข่งเดอะวอยซ์แล้วได้ร้องเพลงหลากหลายมากขึ้น ประกอบกับเราทำงานตอนกลางคืนมันทำให้เราเขวไปแป๊บนึง หรือว่าเอ๊ะจะร้องสตริงดี สุดท้ายแล้วมันมีเมจิกโมเมนต์อะไรบางอย่าง เพลงพี่ต่าย อรทัย ขึ้นมามันทำให้เราได้รู้ใจตัวเอง ว่าจริง ๆ แล้วเราคือสาวลูกทุ่ง”

จำได้ไหมเมจิกโมเมนต์นั้นมันเป็นความรู้สึกแบบไหน?

“วันนั้นมีนนั่งรถกลับบ้านที่จังหวัดอุดรธานี เราเห็นพระอาทิตย์ตกดินแล้วก็ทุ่งนาขณะที่รถกำลังแล่น มีนเป็นคนที่ชอบเปิดกระจกรถเวลารถกำลังแล่นแล้วก็อยู่กับธรรมชาติ อยู่ ๆ เพลงพี่ต่าย อรทัยก็ขึ้นมา ไม่แน่ใจว่าเป็นเพลงอะไร แล้วมีนขนลุกวาบเลย ถ้าอธิบายให้เห็นภาพคือเพลงมันเข้ามาในหูแล้วทะลุไปที่ดีเอ็นเอ มันทำให้เรานึกขึ้นได้ว่าเราคือสิ่งนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับเพลงลูกทุ่ง เข้าใจทุก ๆ อย่างที่เพลงนี้เล่าเรื่อง ทั้งดนตรีเนื้อร้อง มันเป็นภาพเหมือนคนดีดนิ้วปิ๊ง “เราคือสาวลูกทุ่ง” มีนย้ำเตือนกับตัวเองมาตลอดว่าถ้าเราไม่ได้ออกเพลงลูกทุ่งเราจะนอนตายตาไม่หลับก็เลยเลือกกลับมาทำเพลงลูกทุ่ง”

เริ่มจับไมค์ร้องเพลงตั้งแต่อายุเท่าไหร่?

“ถ้าเริ่มเอ่ยปากร้องเพลงเลย พ่อเล่าให้ฟังว่าตอนอายุประมาณ 2 ขวบครึ่งถึง 3 ขวบ พ่อเล่าให้ฟังว่ากำลังร้องเพลงอยู่ในวงเหล้าที่บ้าน ที่ต่างจังหวัดเขาจะเรียกกันว่า ตุ้มโฮม เอากับข้าวมาทำกินมีเครื่องดื่มมีกีตาร์เราก็ร้องเพลงอยู่ในนั้น แต่ถ้าจับไมค์ร้องเพลงจริง ๆ ก็เป็นตั้งแต่อนุบาล ร้องเพลงคุณลำไยเป็นเพลงแรก จากนั้นเราก็ร้องมาตลอดไม่ว่าจะเป็นงานไหนในโรงเรียน จากนั้นเราก็เริ่มมาประกวด ตอนประมาณอายุ 10 ขวบกว่า ๆ”

สิ่งที่ทำให้เราชอบร้องเพลงคืออะไร?

“ตอนนั้นเราไม่รู้เลยว่าสิ่งที่เรากำลังร้องคือการร้องเพลงดี ไม่รู้ว่าแบบนี้คือชอบไหม แต่แค่รู้สึกว่าทุกคนเชียร์อัปมีงานโรงเรียนก็ต้องเป็นเราที่ร้องเพลง แต่พอย้อนกลับไปเรามักจะปฏิเสธตลอดว่าไม่อยากทำ แต่ก็จะได้รำและเต้นด้วย เป็นเชียร์ลีดเดอร์ เป็นดรัมเมเยอร์ ซึ่งเรารู้สึกว่าเราชอบด้านนั้นมากกว่าไม่ได้ชอบร้องเพลงเพราะรู้สึกว่ามันร้องบ่อยทุกงานเกินไป เราแค่รู้สึกว่าทำไมเราต้องร้องเพลงไปซะทุกงานเลยอยากทำอย่างอื่นบ้าง

พอโตขึ้นมาหน่อยครูพาเราไปประกวด ประกอบกับเริ่มประกวดได้นิดนึงทางบ้านก็มีปัญหาเรื่องธุรกิจล้มละลาย กลายเป็นปัญหาครอบครัว เราเริ่มรู้ตัวว่าเราต้องเอาดีทางด้านนี้ โดยที่มีนยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองชอบร้องเพลงไหม มีนคิดแค่ว่าเราอยู่กับมันมาตั้งแต่เล็กจนโตเราต้องชอบมันแหละ แต่ตอนนั้นยังเด็กเกินไปที่จะตั้งคำถามว่าเรารักการร้องเพลงไหม ในสถานการณ์ที่เราต้องหาเงินจุนเจือครอบครัวเราเลยต้องประกวดร้องเพลงไปโดยปริยาย

แต่เรามาเริ่มรู้ตัวว่าเรารักการร้องเพลงในตอนที่เราเหนื่อยมากๆประมาณอายุ 15-16 ปีแล้วอยากจะเลิกร้องเพลง ด้วยความที่เราเป็นเด็กเรารู้สึกว่าเราไม่อยากไปร้องเพลงเลย เรารู้สึกว่ามันเหนื่อยจัง แล้วก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่าที่ทำอยู่เราทำเพราะหาเงินหรือเพราะเรารักมันหรือว่าเพราะอะไร สุดท้ายแล้วก็รู้สึกว่ามันคือความรัก เพราะถ้าเราไม่รักเราคงไม่ทำมันมาตั้งแต่เล็ก
จนโต”

ภูมิใจไหมที่ตอนนี้เราประสบความสำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว?

“ภูมิใจมากที่ไม่ทิ้งมัน แต่สุดท้ายแล้วมีนเชื่อว่ายังไงมีนก็เลือกที่จะอยู่กับการร้องเพลงแต่แค่ในบางอารมณ์มีนอาจจะเหนื่อยเพราะความเป็นเด็กที่ถูกบังคับให้เป็นผู้ใหญ่ แต่สุดท้ายแล้วมีนไม่เคยมีช้อยส์อื่นเลย มีนมีแค่ช้อยส์เดียวคือฉันต้องเป็นนักร้อง และเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จให้ได้ กลายเป็นความฝันเดียวของมีน”

สิ่งที่ทำให้เรารู้สึกว่าสำเร็จในฐานะการเป็นศิลปินคืออะไร?

“มีนคิดว่าอาจจะเป็นในพาร์ตของตัวเอง คือเราสามารถปล่อยวางและใจเย็นขึ้นได้ มีนคิดว่าถ้าตัวเองมีตรงนั้นเมื่อไหร่คือมีนสำเร็จแล้ว ณ ตอนนี้มันเหมือนเรารู้สึกอยากพัฒนาตัวเองไปอีกอยากประสบความสำเร็จอีก มีนมีภาพการเป็นศิลปินของตัวเองที่คิดไว้แต่ยังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น ตอนนี้เริ่มใกล้เข้าไปเรื่อย ๆ แล้ว หากเห็นตัวเองอยู่ตรงจุดนั้นจริง ๆ เราคงรู้สึกเบาขึ้น”

ในภาพจำของคนอื่นมองว่ามีนตราเป็นคนเซ็กซี่เพราะได้เห็นสไตล์การแต่งตัวบนเวที จริง ๆ แล้วตัวตนของมีนตราเป็นยังไง?

“สำหรับมีนแล้ว สิ่งนั้นคือแค่ส่วนหนึ่งในพาร์ตของชีวิตมีนเท่านั้น สิ่งที่คุณผู้ชมได้เห็นใน 1 ชั่วโมงนี้ไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิต อยากให้ทำความเข้าใจและเผื่อใจว่าจริงๆแล้วยังมีด้านซ้าย ด้านขวา ด้านข้าง ด้านหลังของชีวิต ยังมีเหลี่ยมอีกเยอะหลาย ๆ ด้านมาก ๆ สิ่งที่มีนโชว์ให้ดูเป็นเพียงแค่หนึ่งด้านเท่านั้น เพราะฉะนั้นเวลาเราเจอกันอยากให้ทุกคนใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ มาคุยก่อนทำความรู้จักกันก่อน จริง ๆ แล้วบนเวทีเราโชว์ภาพลักษณ์หลาย ๆ อย่างให้ดูเยอะมาก แต่ส่วนใหญ่คนจะเห็นแต่เซ็กซี่ พอแต่งเซ็กซี่แล้วคนคงชอบมั้งแล้วเราก็มีแต่งตัวใส่เสื้อยืดกางเกงยีนธรรมดาขึ้นบนเวทีอยู่ตลอด แต่พอแต่งเซ็กซี่แล้วมันดันเป็นไวรัล คนเลยเข้าใจว่าเรามีดีแค่โชว์นม เราแค่รู้สึกว่าทำไมเขาถึงไม่เห็นตอนที่เราใส่กางเกงยีน”

มีนตราเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่มีความมั่นใจ แล้วก็แต่งตัวตามความชื่นชอบของตัวเอง เราอยากจะบอกอะไรกับใครหลาย ๆ คนที่รู้สึกไม่มั่นใจในการแต่งตัวไหม?

“จริง ๆ แล้วแต่ง ๆ ไปเถอะค่ะ (ยิ้ม)” ยึดความสุขของตัวเอง ฟังเสียงตัวเองให้เยอะ ฟังเสียงหัวใจของตัวเองให้มากกว่าคนอื่น คำพูดพวกนั้นมันอาจจะเป็นประโยคที่พูดไปเรื่อย แต่ถ้าหยุดทุกอย่างแล้วมานั่งมองกระจกคุยกับตัวเอง พรุ่งนี้อาจจะไม่มีจริงก็ได้ คืนนี้เราอาจจะนอนแล้วหลับแล้วไม่ตื่นอีกเลยก็ได้ แต่เราดันมานั่งสนใจคำพูดของใครก็ไม่รู้ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตเราเลย ขนาดเสื้อผ้ายังไม่ได้แต่งในสิ่งที่เราอยากจะใส่ทั้ง ๆ ที่มันคือชีวิตเรา เราจะไปสนใจคนอื่นทำไม ทำไมไม่สนใจตัวเอง ใช้ชีวิตไปเถอะมันคือชีวิตของเรา ตราบใดที่ไม่เดือดร้อนและไม่ได้เบียดเบียนคนอื่น เราสามารถมีความสุขเท่าที่เราอยากจะมีได้ เราสามารถเป็นคนเซ็กซี่ได้จนวันที่เราตาย”

“มีนไม่มีจุดที่อ่านคอมเมนต์ลบแล้วลดความมั่นใจของตัวเองไปเลย แต่แค่ไม่เข้าใจตรรกะของเขาเฉย ๆ ว่าทำไมเขาถึงไม่เข้าใจ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่เคยมาบั่นทอนความมั่นใจของมีนเลยแม้แต่วินาทีเดียว ซึ่งมีนเป็นแบบนี้ตั้งแต่เด็ก มีนชอบแต่งตัวบ้า ๆ บอ ๆ ใส่กางเกงขาสั้นด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่งโครงเราก็จะใหญ่ ก็จะเจอคนบอกว่าขาใหญ่ทำไมถึงใส่ขาสั้น เราแค่รู้สึกว่าแล้วทำไม แค่ดูความเหมาะสมของสถานที่และโอกาสก็พอแล้ว ถ้าสถานที่มันไม่เหมาะสม โอเคอันนั้นสมควรโดนด่า แต่ถ้ามันสมเหตุสมผลสถานที่มันใช่ ก็ใส่ไปเถอะจะมานั่งฟังคำคนอื่นทำไม แล้วเมื่อไหร่เราจะได้แต่งตัวสนุก คนเดียวที่จะตัดสินชีวิตเราได้เลยคือตัวเราเอง สมมุติว่าวันนี้เราใส่เสื้อผ้าแวบแรก วินาทีแรกที่เห็นตัวเองในกระจกแล้วรู้สึกว่าเลิศ ปังสุด ๆ แต่พอออกไปแล้วเพื่อนถ่ายรูปให้แล้วเรารู้สึกว่าเอ๊ะเราไม่ชอบ พรุ่งนี้ให้แต่งใหม่ แค่นั้นเองใช้ชีวิตวันนี้ให้มีความสุขไป พรุ่งนี้ถ้ามีโอกาสก็แต่งใหม่ ทำในแบบที่เรารู้สึกว่าเราอยากทำ”

งานด้านอื่น ๆ ที่เราอยากทำในวงการมีไหม?

“จริง ๆ ก็ทำมาเกือบครบทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ นักแสดง แต่พาร์ตของนักแสดงเรามีหลายสิ่งที่อยากทำ เราก็อยากลองทำในหลาย ๆ แบบหลาย ๆ ด้านของการแสดง อยากเล่นบทไหนเป็นพิเศษจริง ๆ ไม่ได้มีตายตัวอะไรขนาดนั้น แต่ไม่อยากเล่นเป็นคนเรียบร้อย เพราะเคยเล่นมาแล้ว เลยอยากลองเล่นบทอื่น ๆ ดูบ้าง แต่ก็ไม่ได้อยากเล่นตัวร้าย แต่เชื่อว่าถ้าตัวเองได้เล่นตัวร้ายจะเล่นดีมาก(หัวเราะ) ถ้าอยากเล่นจริง ๆ คงเป็นบทตลก โก๊ะ ๆ ไปเรื่อย ไม่เอาทรงไม่ต้องห่วงทรง”

คติประจำใจในการทำงานของมีนคืออะไร?

“สำหรับมีนแล้วอย่าทิ้งฝัน อดทน ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดจะไม่ได้ไปถึงปลายทาง แต่เราก็จะเดินออกจากต้นทางไปไกล เราไม่ได้ย่ำอยู่กับที่แน่นอน”

ยิ่งได้พูดคุยกับสาวมีนตราก็ยิ่งรู้เลยว่า เพราะทัศนคติที่ดีและความรักในเสียงเพลงของเธอ ทำให้เธอประสบความสำเร็จแบบวันนี้นั่นเอง.

เรื่อง : สุกฤตา ราษฎร์เรือง ภาพ : IG@ms.meentra