“เดลินิวส์ออนไลน์” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “รุ่งกาล ไพสิฐพานิชตระกูล” กรรมการผู้จัดการ ซีเอ็ด เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ที่เตรียมเดินหน้าปรับโฉมร้านหนังสือสู่การเป็น Co Reading Space พื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ ที่เชื่อมโยงผู้คนด้วยเรื่องราวดีๆ ภายใต้แนวคิด “Good Books make Good Friends”
โดยเราได้พูดคุยกันถึงเรื่องราวของร้านหนังสือซีเอ็ด ที่ต้องเดินหน้าลุยฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจในตอนนี้ และพฤติกรรมการอ่านที่เปลี่ยนแปลงไปของคนยุคปัจจุบันที่มีหลากหลายเจเนอเรชั่น ซึ่งมีอะไรที่น่าสนใจมากมาย พร้อมคำตอบที่ทำให้เหล่า “หนอนหนังสือ” สบายใจได้ว่า “หนังสือเล่ม” จะยังคงอยู่กับเราต่อไปอีกนานแน่นอน รวมทั้งคุณรุ่งกาลยังได้แนะนำหนังสือ 3 เล่มที่ต้องอ่าน…

ซีเอ็ดในฐานะร้านหนังสือใหญ่ที่ยังคงยืนหยัดได้ท่ามกลางกระแส e-book และโลกดิจิทัล ที่คนหันไปดู YouTube เยอะมาก คิดว่าอะไรคือ “จุดแข็งที่แตกต่าง” ที่ทำให้ซีเอ็ดยังคงเป็นที่พึ่งของนักอ่านในไทย?
“จุดแข็งของเราคือ ซีเอ็ดไม่ปฏิเสธเทคโนโลยี ซีเอ็ดพร้อมที่จะปรับตัวไปตามกระแส แล้วก็เรามองซีเอ็ดเป็นหนังสือ หรือโปรดักส์ที่ไม่ใช่หนังสือ เป็นอะไรที่ตามเทรนด์ตามพฤติกรรมจริงของกลุ่มลูกค้า ถ้าแยกเป็นกลุ่มๆ ก็อย่างเช่น เวลาเรามองถึงกลุ่มของเด็ก ผมก็จะโฟกัสเลยว่า เราอยากให้หนังสือเข้าถึงเด็กในเชิงของพฤติกรรม ในส่วนไลฟ์สไตล์ของเด็กจริงๆ เพราะเราเชื่อว่าในวัยเด็ก 0-7 ปี เด็กควรจะต้องอยู่กับหนังสือ พัฒนาการผ่านการอ่าน การจับ การสร้างทักษะในการเรียนรู้ต่างๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความสนุก หรือสาระความรู้ หนังสือคือตัวเชื่อมโยงในระดับตั้งแต่อนุบาลจนถึงประถมต้น หนังสือเป็นคีย์หลัก แล้วต่อยอดในเชิงของ Digital Product ยังไงก็ตาม ระดับประถมต้นเรายังคงโฟกัสหนังสือ หรือถ้าไม่ใช่หนังสือก็คือ non-book product ที่เกี่ยวข้องกับประสาท แล้วก็การเรียนรู้ ประสาทสัมผัส การหยิบจับ แล้วก็การเชื่อมโยงกับโครงสร้างระบบประสาทที่ต้องพัฒนา เพราะฉะนั้น ซีเอ็ดเรายึดมั่นเลยว่า กลุ่มนี้เราจะโฟกัสที่หนังสือ พร้อมทั้งพัฒนาการเด็ก แล้วก็การสร้างนิสัยรักการอ่านไปพร้อมๆ กัน
แต่พอขยับไปวัยที่สูงขึ้น อาจเป็นประถมปลาย มัธยมต้น เราจะเริ่มเปิดรับเทคโนโลยีครับ มีการผสมผสาน เราก็จะเริ่มมีหนังสือเสียงเป็น Activity Book เป็น Digital Base มี QR Code สแกนเพิ่มเติม หรือบางครั้งก็เป็น Digital Product เพียวๆ เลยก็มี Product เราจะเริ่มผสมผสานเทคโนโลยีเข้าไป อย่างเช่น Product ที่เกี่ยวกับการเรียนในเชิงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ก็มีทั้ง Coding ทั้ง Robotics มีทั้งการทำกิจกรรมนู่นนี่นั่น เราไม่ปิดกั้น
หรือถ้าขยับถัดมา กลุ่มที่เป็นวัยรุ่น กลุ่มคู่มือตำรา ยังคงเป็นอะไรที่ต้องอ่านและเขียน ต้องคิดแล้วก็ต้องทำข้อสอบ ขณะเดียวกันเราก็ไม่ปฏิเสธว่า แพลตฟอร์มบางอย่างก็เป็นการเรียนออนไลน์ได้ ข้อสอบออนไลน์ก็เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราผสมผสานได้หมดเลยอย่างเมื่อก่อนเรามีการสอบทักษะภาษาอังกฤษด้วย paper base ตอนนี้ก็เป็นคอมพิวเตอร์เบส
ถัดไปอีกกลุ่มนึง วัยรุ่นเหมือนกัน กลุ่มอ่านเล่น เรามองเป็น 2 แบบ ถ้าเป็นสายวรรณกรรม พวกนิยายตอนก็อาจจะขายดี แต่นิยายเล่ม ก็ยังขายได้ ทว่า พอเป็นมังงะที่เป็นการ์ตูนช่อง เด็กก็อยากจะหยิบจับ แล้วก็ตื่นเต้นกับการมีหนังสือสะสม หนังสือก็เป็นตัวที่ตอบโจทย์เขา เพราะฉะนั้นเราจะไม่ฝืนตลาดเลยครับ
ขณะเดียวกันถ้าเป็นกลุ่มที่โตหน่อย กลุ่มคนทำงาน หนังสือกลุ่มพัฒนาตัวเอง การเงิน พวกนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มจากสนใจแล้วอ่านหนังสือเลย อาจเริ่มจากเข้า Facebook ไปตามอินฟลูฯ มี reference ของโค้ชเก่งๆ แล้วก็ติดตาม จนถึงจุดหนึ่งที่เริ่มศึกษาเชิงลึก อยากรู้ลึกซึ้ง หนังสือก็เป็นโจทย์ถัดมา หรืออย่างหมวดสุขภาพ ถ้าหยิบ 5 เล่มขึ้นมาเนี่ย เป็นคุณหมอที่มีแฟนติดตามเยอะ มีความถนัดเฉพาะตัว เล่าเรื่องคนละแบบ ทักษะในการสื่อสารแพลตฟอร์มต่างๆ ดีหมด แฟนคลับเยอะ นั่นคือธรรมชาติของคนติดสื่อในปัจจุบัน คือติดตาม แล้วก็ follow แล้วก็ซื้อหนังสือ แล้วก็สะสม เราก็ตามเทรนด์ตลาดที่เป็น ผมคิดว่าเทรนด์ของพฤติกรรมในประเทศสำคัญ เทรนด์จากต่างประเทศก็สำคัญ เราเชื่อว่าคอนเทนต์ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน สาระหรือบันเทิงก็ตาม ถ้าเป็นคอนเทนต์จากต่างประเทศ ก่อนจะมาดังในไทย จะต้องติดชาร์ตก่อนอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น แฟนในแต่ละกลุ่มเขาก็จะรู้ว่าหนังสือท่านไหนเป็นหนังสือที่ดี ถ้าเราตามเทรนด์ตรงนั้นได้ครับ แล้วนำมาทำในเวอร์ชั่นไทย แปลได้ดี Edit ได้ดี หนังสือก็จะหมดเร็ว แต่จำเป็นที่จะต้องทำงานหนักขึ้น”
กลุ่มหนังสือที่ขายดีที่สุดตอนนี้ 3 อันดับแรกของซีเอ็ด มีอะไรบ้างครับ?
“กลุ่มแรกคือกลุ่มเด็ก กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มคู่มือตำรา ส่วนกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มบริหารการเงิน พัฒนาตัวเอง เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ เป็น 3 กลุ่มหลัก ซึ่งมีสัดส่วนต่างกันไม่มากเลยครับ”

ยอดขายหนังสือในตอนนี้ตกลงมาเยอะไหมครับ?
“ในอดีตคนที่ซื้อ Dictionary ก็จะเป็นคนเกือบทุกกลุ่ม แต่วันนี้คนที่จะซื้อ ก็อาจจะเป็นแค่นักเรียนนักศึกษาเท่านั้น เพราะเรามีมือถือที่ใช้ค้นหาศัพท์ได้แล้ว Dictionary มันจึงจำเป็นสำหรับคนบางกลุ่มเท่านั้น
หรืออย่างวรรณกรรม ถามว่าตกเยอะไหม ไม่เยอะ แต่วรรณกรรมจะมีตัวแทนในความเป็น e-book เข้ามาแทน ซึ่งส่วนใหญ่คนที่ทำหนังสือ ก็ทำ e-book ด้วย เพราะฉะนั้นจะเรียกว่าหนังสือตกไหม ผมว่าไม่ตก ก็แค่เปลี่ยนฟอร์ม
แต่ถ้าเป็นหนังสืออ่านเล่น แมกกาซีนเนี่ย แมกกาซีนตกมากๆ หรือถ้าเป็นหนังสือเกี่ยวกับอาหาร ไลฟ์สไตล์ทั่วไป พวกนี้คอนเทนต์ฟรีก็มาแทนที่ ส่วนหนังสือพิมพ์ทางซีเอ็ดไม่ได้ขายแล้วครับ”
คุณรุ่งกาลมองเห็นเสน่ห์ของหนังสือเล่มในมุมไหนบ้าง ที่ e-book ไม่สามารถแทนที่ได้ และเสน่ห์เหล่านั้นยังดึงดูดนักอ่านรุ่นใหม่ได้หรือไม่?
“ปัจจุบันนี้ e-book ที่ขายได้สูงสุดในแพลตฟอร์มหลักๆ กว่า 90% เป็นกลุ่มของวรรณกรรม กลุ่มอื่นๆ ถือว่าสัดส่วนยังน้อยอยู่ เพราะฉะนั้น ความเป็นหนังสือยังแข็งแรงอยู่ แต่ไม่ได้แปลว่า e-book ไม่โตนะครับ อย่างเช่น หนังสือเกี่ยวกับการเงินของกูรูดังๆ e-book ก็จะขายได้ดี หรือ Audio book ก็จะขายได้ แต่ก็ยังเอาชนะหนังสือไม่ได้ครับ”
จุดเด่นของหนังสือที่แตกต่างจาก e-book?
“จริงๆ ต่างกันเยอะมาก เพราะว่าถ้าเป็นกลุ่มเด็กเนี่ย แนะนำเลยว่าควรจะเริ่มจากการอ่านผ่านหนังสือเล่ม ดิจิทัลโปรดักส์อาจจะเป็นตัวเสริม เพราะว่าหนังสือมันจะมีกระบวนการอ่าน กระบวนการเรียนรู้ แล้วก็การเชื่อมโยงกับสมองที่ทำให้เด็กมีสมาธิ และโดยสปีดของการอ่านผ่านหนังสือ มันเป็นสปีดที่เหมาะสมสำหรับเด็กครับ ถ้าเกิดให้เด็กอ่านจาก iPad แล้วก็ให้ดูโน้นดูนี่ สมาธิจะสั้น เพราะฉะนั้น พัฒนาการของเด็กสำคัญครับ
แต่ถ้าเป็นกลุ่มที่โตกว่านั้น หนังสือระดับมัธยม หลายๆ หมวด e-book ก็เข้ามาแทนเยอะเหมือนกัน แต่ก็ยังแทนหนังสือไม่ได้เต็มที่ เพราะว่าวันที่เราคุยกันอยู่ ในปี 2025 พวกคู่มือตําราสอบต่างๆ ก็ยังเติบโต ทำให้รู้สึกว่าจริงๆ หนังสือไม่ได้หายไปไหน แต่อยู่ที่ลูกค้าว่าเลือกหรือไม่เลือกช่องทางนั้นด้วยหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

ส่วนตัวของคุณรุ่งกาล อะไรคือจุดเด่นของหนังสือเล่มครับ?
“ส่วนตัวผมเป็นคนที่เวลาอ่านหนังสือ ก็จะเลือกอ่านหนังสือเล่ม ผมมักจะอยากใช้ความคิด กับอยากพลิกหน้าหนังสือไปมา แล้วบางทีก็อยากจะอ่านหนังสือแล้วให้ความสำคัญกับคำนิยมนักเขียน อยากดูสารบัญแล้วเห็นว่าอะไรมาก่อนหลัง บางทีหยิบจับพลิกดูแล้วก็รู้สึกว่า พาร์ทนี้ควรจะอ่านก่อนพาร์ทนี้ หรือบางทีไม่ได้อ่านตามลำดับ แต่เวลาเราอ่าน e-book เราจะต้องไล่อ่านไปทีละหน้า แต่ถ้าเราอ่านหนังสือ ผมก็จะเลือกหยิบมาเล่มนึง บางทีเราอาจจะดูว่าด้านในมันมีอะไรบ้าง แล้วเราสามารถพลิกอ่านบทที่เราสนใจได้เลย หนังสือจะทำให้เราสามารถเห็นภาพรวมทั้งหมดแล้วก็เลือกได้ แต่ถ้าเป็น e-book เราจะต้องไล่ไปตามสเต็ป”
ช่วงเวลาที่ผ่านมา ซีเอ็ดมีการ “ปรับตัวอย่างไร” เพื่อรับมือกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปหาแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น? มีกลยุทธ์อะไรที่ประสบความสำเร็จเป็นพิเศษไหม?
“เราปรับตัวตามเทรนด์พฤติกรรมของผู้อ่าน ซีเอ็ดจะไม่ฝืนพฤติกรรมของลูกค้า อย่างเด็กปัจจุบันอาจจะไม่ได้มองหนังสือแค่ว่าต้องอ่านเท่านั้น อยากสนุกกับการเล่นด้วย การมีฟังก์ชันอื่นๆ เสริมให้สนุก เล่มอาจจะบางหน่อย แต่อ่านแล้วเพลิน เพราะเราเชื่อว่า เด็กก็จะต้องใช้เวลากับหนังสือในเวลาที่เหมาะสม แล้วก็ต้องควบคุมให้ได้
เราปรับตัวตามพฤติกรรมของผู้อ่านทุกกลุ่ม กลุ่มเด็กเราปรับตัวแบบนึง กลุ่มวัยรุ่นเราปรับตัวแบบนึง กลุ่มผู้ใหญ่เราก็ปรับตัวแบบนึง หรือแม้กระทั่งในหมวดหนังสือแต่ละหมวด พฤติกรรมของคนอ่านหนังสือแต่ละหมวดก็ไม่เหมือนกัน
ส่วนอีกกลยุทธ์คือการทำให้บรรยากาศของร้านสื่อสารกับผู้อ่านแต่ละกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น หรือคนธรรมดาทั่วไป เข้ามาแล้วรู้สึกว่าร้านหนังสือเชื่อมโยงกับเขา แล้วก็เล่าเรื่องและตรงกับความสนใจของเขา เราจะไม่พยายามทำให้ร้านหนังสือเป็นห้องสมุดที่มีแค่ป้ายแต่ละหมวด ระบุว่าหมวดนี้คือหมวดนี้ เราทำให้แต่ละมุมของร้านสื่อสารและเชื่อมโยงกับผู้อ่าน”
ผู้อ่านกลุ่มไหนที่ปริมาณการอ่าน หรือว่ายอดขายหนังสือลดลงที่สุดครับ?
“คือจริงๆ ในตอนนี้ต้องบอกว่าที่ยอดตกไม่ใช่เทรนด์เชิงพฤติกรรมครับ เป็นเทรนด์เชิงเศรษฐกิจ กลุ่มการเงินการพัฒนาตัวเอง หรือการบริหาร 2 ปีก่อนเติบโตดีมาก แต่ช่วงปลายปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ เศรษฐกิจค่อนข้างมีปัญหา ปริมาณหนังสือกลุ่มนี้ก็ซึมลงพอสมควรครับ แต่ถ้าไม่ใช่กลุ่มนี้ กลุ่มเด็กกับกลุ่มวัยรุ่น จริงๆ ตลาดเติบโตขึ้น เพราะเด็กต้องพัฒนาการผ่านหนังสือ ถ้าไม่มีหนังสือเป็นตัวช่วยเสริมพัฒนาการ ผมคิดว่าสื่ออื่นก็จะเป็นสื่อที่ไม่ได้ทำให้เด็กโฟกัส แล้วก็ไม่มีกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกต้องตามมาตรฐาน จริงๆ ไม่ใช่ว่าการเรียนรู้แบบอื่นไม่ดี แต่จำเป็นต้องมีอะไรที่เป็นตัวคุม ผมว่าหนังสือเป็นตัวไกด์สิ่งนั้นได้ดี
ส่วนถ้าเป็นวัยรุ่นที่ต้องการพัฒนาตัวเองผ่านทักษะต่างๆ คู่มือตำรา ผมคิดว่าเป็นฟอร์มที่ถูกที่สุด ถ้าจะต้องไปศึกษาเพิ่มเติม เราก็เลือกหนังสือจากอาจารย์ที่น่าเชื่อถือ
ทำให้กลุ่มเด็กและวัยรุ่นความถี่และยอดไม่ตกเลยครับ ความถี่มากขึ้นด้วยซ้ำ เพราะเราใช้กลยุทธ์ที่พยายามทำให้หนังสือถูกลง คนก็จะซื้อได้ถี่ขึ้น แต่ยอดบิลอาจน้อยลง เพราะคนเริ่มมีปัญหาเรื่องบัดเจ็ต
แต่ถ้าเป็นกลุ่มผู้ใหญ่หน่อย อันนี้มีผลกระทบเรื่องของยอดขายจากสภาพเศรษฐกิจ เด็กเล็กๆ ที่มากับคุณพ่อคุณแม่ คุณพ่อคุณแม่ก็จะซื้อหนังสือให้เด็ก แต่เลือกซื้อยากขึ้น จากเดิมซื้อหนังสือเล่มละ 300 กว่าบาท ก็เปลี่ยนมามองหาหนังสือที่ราคาประมาณ 100 กว่าบาท เลือกหนังสือที่ราคาถูกลง ในอดีตคุณพ่อคุณแม่ก็อาจจะซื้อหนังสือที่ตัวเองสนใจด้วย แต่ตอนนี้ก็อาจจะซื้อให้ลูกอย่างเดียว”

ซีเอ็ดวางแผนที่จะปรับตัวยังไงบ้าง กับอนาคตประมาณ 5-10 ปีข้างหน้าครับ?
“เราพร้อมที่จะเพิ่ม Format ใหม่ๆ ของ Product เรามีความเป็น Digital Base ผสมผสาน แล้วเราก็เชื่อมโยงองค์ความรู้ของเด็ก ถึงไม่ใช่องค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็น Hard skill, Soft skill ทักษะต่างๆ มีความสนุก ความเป็น Entertainment หรืออะไรก็ตามที่จับต้องได้ ที่ไม่ใช่หนังสือ เราโฟกัสสิ่งนั้น Product เราสามารถแตกแขนงได้เยอะ Product เกี่ยวเนื่องมันทำได้หลายด้าน ไม่ใช่แค่หนังสือ”
ซีเอ็ดเคยวางแผนที่จะปรับเปลี่ยนบทบาทของร้านหนังสือ ให้มีความเป็นคอมมูนิตี้มากขึ้น เป็นเหมือนคาเฟ่ที่มีขายกาแฟ ลูกค้าสามารถหยิบหนังสือบางส่วนไปอ่าน หรือเช่ามาอ่านได้ เคยคิดที่จะทำโมเดลนี้ไหมครับ?
“จริงๆ โมเดลที่ซีเอ็ดมีอยู่ ณ ปัจจุบันเนี่ย คือการเพิ่มเซคชั่น หรือทำให้มุมไฮไลท์ของซีเอ็ดสนุกขึ้น มีสีสันมากขึ้น แต่ในเชิงที่จะผสมผสานกับธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติมเนี่ย จริงๆ ก็มีนะครับ จะเห็นว่า Product ที่เป็น Product licensing จากต่างประเทศจะมีอยู่ในร้านมากขึ้น จริงๆ โมเดลร้านกาแฟ เราก็ไม่ได้ติดโมเดลนี้นะครับ แต่ปัจจุบันบริเวณที่ร้านซีเอ็ดไปอยู่ (ตามห้างสรรพสินค้า) ส่วนใหญ่จะมีร้านกาแฟอยู่แล้ว ถ้าร้านเราไปอยู่ใน location ที่ไม่มีร้านกาแฟ ซีเอ็ดก็ไม่ได้ปิดกั้นโมเดลนี้ จริงๆ มีหลายๆ ที่ๆ ซีเอ็ดอยู่ข้างๆ คาเฟ่ หรือร้านอาหาร”
ทางซีเอ็ดได้เคยไปพูดคุยกับร้านกาแฟดังๆ ให้มาร่วมกันทำโมเดลนี้ไหมครับ หรือว่ามันเป็นไปไม่ได้?
“จริงๆ เป็นไปได้ครับ เรามีการมองโมเดลนี้ไว้เหมือนกัน เพียงแต่ว่าเศรษฐกิจช่วงนี้ เราอาจจะต้องชะลอโมเดลนี้ไปก่อน โดยเฉพาะร้านซีเอ็ดที่อยู่ในห้าง แต่ถ้าเป็นโมเดล Pop-up หรือ Stand alone นอกห้างเนี่ย มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดโมเดลนี้ครับ”
ถ้าไม่ได้มองในแง่ของธุรกิจ ส่วนตัวคุณรุ่งกาลอยากเห็น ซีเอ็ด เป็นร้านหนังสือแบบไหนครับ?
“สมาร์ทขึ้น แล้วก็ไลฟ์ลี่ขึ้น ไลฟ์ลี่คือคนเข้ามาแล้วรู้สึกว่าหนังสือเนี่ย ไม่ใช่แค่ สาระ หรือความบันเทิง คือผมไม่ใช่คนที่มาในสายวิชาการ เพราะฉะนั้นผมก็จะมองหนังสือเป็นตัวเชื่อมโยงตามโจทย์ที่เราต้องการในแต่ละช่วงชีวิต บางช่วงผมก็จะรู้สึกว่า ช่วงนี้เราเครียดจัง อยากได้อะไรที่ฮีลใจ ต้องการ mindset ดีๆ ผมก็จะโฟกัส How to ผมมองว่าเราสามารถใช้หนังสือที่ไม่เหมือนกัน ตอบโจทย์ชีวิตของเราในแต่ละช่วง ผมก็เลยอยากจะให้หนังสือตอบโจทย์ผู้คนในแต่ละช่วงแต่ละวัยเช่นกัน”
ภายใต้หัวข้อ “You Are What You Read อ่านแบบไหนที่ใช่คุณ” ที่ซีเอ็ดชู สำหรับคุณรุ่งกาลเอง “การอ่านแบบไหนที่ใช่คุณ” เป็นยังไงครับ? และการอ่านมีส่วนหล่อหลอมตัวตนของคุณรุ่งกาลอย่างไรบ้าง?
“เวลาผมอ่านหนังสือจะมีการโฟกัสอยู่ 3 กลุ่ม กลุ่มแรก ผมจะอ่านหนังสือเพื่อจะตอบโจทย์ mindset หลักของตัวเอง อ่านหนังสือเพื่อที่จะทำให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ทำให้ตัวเองแข็งแรงมากขึ้น หรือมีสกิลบางอย่างมากขึ้น กลุ่มที่สองคือ ด้วยความที่เราอยู่ในจุดที่ต้องบริหารคน เราต้องทำงานในสายธุรกิจ ต้องเชื่อมโยงกับคนต่างๆ เราก็จะมองหนังสือเป็นการเชื่อมโยงครับ คือการเชื่อมโยงกับภายนอกในเชิงของความเป็นนักธุรกิจ การเป็นผู้นำ การเป็นนักบริหาร หรือเชื่อมโยงกับภายนอกในการเป็นเทคโนโลยี แล้วผมก็จะอ่านหนังสือเพื่อทำให้ผมเข้าใจโลก เข้าใจธุรกิจ เข้าใจเศรษฐกิจ หรือเข้าใจ mindset ของคน ส่วนหนังสือกลุ่มที่ 3 คือผมจะอ่านเพื่อตอบโจทย์ mission อะไรบางอย่างในแต่ละช่วงนั้นๆ อย่างเช่นช่วงนี้ผมสนใจความเป็น AI Technology ผมก็จะให้ความสำคัญกับสิ่งนี้ เพื่อที่จะโฟกัสมัน เพราะนั้นผมจะแบ่งหนังสือเป็น 3 กลุ่มที่ผมสนใจนะครับ”

ถ้าให้เลือก “หนังสือ 3 เล่ม” ที่อยากแนะนำให้ทุกคนอ่านในยุคนี้ คุณรุ่งกาลจะแนะนำหนังสือประเภทไหน เพราะอะไรครับ?
“เล่มที่หนึ่ง เป็นเล่มที่ทำให้เรามีความเข้าใจตัวเอง แล้วก็มี mindset ที่แข็งแรงกับตัวเองครับ ก็จะเป็น อิคิไก ครับ อิคิไก คือปรัชญาญี่ปุ่นที่พูดถึงการค้นหา แล้วก็เข้าใจความหมายของชีวิต เป็นหนังสือที่เล่าเรื่องผ่านหลักเดียวกัน แต่มีการเล่าเรื่องหลายแบบ ฝรั่งเล่าแบบนึง คนญี่ปุ่นก็เล่าแบบนึง เพราะฉะนั้น เล่มนี้ทำให้เรามี mindset ที่แข็งแรง แล้วก็ผมเชื่อว่าคุณค่าของตัวเอง เป็นอะไรที่ถ้าเราให้คุณค่าตัวเองได้ครับ เราจะมีพลังในการทำสิ่งต่างๆ มากมายต่อได้
หนังสือเล่มที่ 2 ที่อยากแนะนำให้อ่านคือ The Rules of People ครองใจคนได้ง่ายนิดเดียว เล่มนี้ดียังไง คือผมเชื่อว่าการที่เราจะเข้าใจคนในแต่ละกลุ่ม เข้าใจบุคคลที่รายล้อมเรา ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือแม้กระทั่งคนที่อยู่รอบนอก เล่มนี้เป็นเล่มที่สอน mindset ที่แข็งแรงให้กับเรา เป็นเล่มที่อ่านง่าย จบในแต่ละหัวข้อเพียงแค่ 2-3 หน้า แต่ทำให้เราได้เข้าใจทั้งตัวเองและคนอื่นครับ
เล่มที่ 3 เป็นหนังสือที่ภาพสวย มีเนื้อหาที่เหมือนจะเบาสบายแต่ไม่เบาเลย To Read or Not to Read That Is My Question หากโลกนี้ไม่มีหนังสือ เล่าเรื่องผ่านเด็กคนหนึ่งที่เป็นลูกเจ้าของร้านหนังสือ แล้วเด็กก็ตั้งคำถามว่า หนังสือจะอยู่ต่อไปได้เหรอ ร้านหนังสือจะยังอยู่ต่อไปได้รึเปล่า จริงๆ แล้วบทสรุปในเล่มนี้ หนังสือยังอยู่ต่อได้ แต่ว่าการอยู่ต่อได้เป็นเรื่องของเทรนด์ที่จะต้องชัดเจน เป็นเล่มที่จุดประกายผมในการทำร้านหนังสือสำหรับคนรุ่นใหม่ คอนเซ็ปต์ใหม่ๆ ว่าเราควรปรับตัวตามกระแส ไม่ยึดติดกับกระแสเดิม แต่กระแสหรือพฤติกรรมของคนปัจจุบัน จะเป็นตัวไดรฟ์เราว่าควรทำแบบไหน”
อยากให้คุณรุ่งกาลฝากข้อคิด หรือ คำแนะนำดีๆ สำหรับนักอ่านทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่รักหนังสือเล่ม หรือผู้ที่กำลังค้นพบการอ่านในรูปแบบดิจิทัลครับ
“อยากแนะนำว่า เวลาเราจะอ่านหนังสือแต่ละเล่ม เราใช้เวลาพอสมควร 1 ชั่วโมงบวกแน่นอน ถ้าเทียบกับสื่ออื่นๆ อาจจะใช้เวลามากกว่า อยากให้เลือกในสิ่งที่สนใจ เพราะว่าหนังสือเป็นสื่อประเภทที่ต้องใช้เวลามากหน่อย แต่ว่าองค์ความรู้ที่ได้ หรือความบันเทิงที่ได้ มันจะมีเสน่ห์ของมันเอง อย่างผมอ่านหนังสือเพื่อที่จะเข้าใจตัวเอง เข้าใจสังคม จริงๆ การเลือกอ่านหนังสือ เป็นการวางกลยุทธ์ของชีวิต คุณอาจจะต้องสื่อสารกับตัวเองก่อน ว่าเราจะใช้เวลากับสิ่งนี้เพื่ออะไร บางทีเราใช้เวลาเพื่อฮีลใจ หรือเพื่อพักผ่อน หนังสือก็ตอบโจทย์ได้ หรือจะใช้เวลาเพื่อศึกษาสกิลบางอย่างให้เราทันโลก หนังสือก็ตอบโจทย์ได้ แต่การจะใช้เวลากับหนังสือ เราจะต้องคุยกับตัวเองก่อนว่า วันนี้เราสนใจอะไร ถ้าเกิดผมเป็นคนที่สนใจการลงทุน เราเชื่อเหลือเกินว่า ต่อให้เราจะต้องไปฟัง ไปดูคอนเทนต์ ไปอบรมที่ไหนก็ตาม แต่ต้องจบด้วยการอ่านหนังสือหลายๆ เล่ม เพื่อที่จะเข้าใจตรงนั้น เพราะฉะนั้น หนังสือจะเป็นตัวเรียบเรียง หรือตัวเลือกให้เราอ่าน และหนังสือทุกเล่ม คนทำตั้งใจทำ หนังสือจึงเป็นแหล่งที่น่าเชื่อถือที่สุดแหล่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นการที่เราเสียเวลากับหนังสือหนึ่งเล่ม ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ไม่สูญเปล่า เราเองเป็นคนอ่าน เราก็ต้องคุยกับตัวเองว่า เราเลือกเล่มนี้เพราะอะไร เราต้องใช้เวลากับมันยังไง เพื่อให้การใช้เวลากับหนังสือไม่สูญเปล่า เราจะได้ประโยชน์อย่างเต็มที่”
วุฒิ พิศาลจำเริญ



