ทั้งนี้ “วิธีรับมือความท้าทายเมื่อชีวิตต้องเปลี่ยนสถานะ”ที่จะนำเสนอ ณ ที่นี้นั้น ก็ขอระบุเน้นไว้ก่อนว่ามิได้นำเสนอโดยมีเป้าประสงค์ในเชิงบวกหรือเชิงลบต่อพระที่ต้องเปลี่ยนสถานะที่อื้ออึงแต่อย่างใด และที่สำคัญ…

ไม่ว่าจะสถานะเก่าและใหม่สถานะใด

รับมือความท้าทาย” ก็ล้วน “น่าพินิจ”

โฟกัสที่รูปแบบ “ผลกระทบทางจิตใจที่พบบ่อย ๆ”เมื่อต้อง “เผชิญความเปลี่ยนแปลงในชีวิตแบบกะทันหัน”กรณีแบบนี้จากชุดข้อมูล-แหล่งข้อมูลหลาย ๆ แหล่งมีการระบุไว้คล้าย ๆ กัน ซึ่งประมวลโดยสังเขปมีว่า… ปกติแล้วเมื่อคนเราต้องเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ “จิตใจ และร่างกาย จะมีการตอบสนอง” แต่ก็อาจ “ตอบสนองแตกต่างกัน” ดังนี้…

รู้สึกช็อกและไม่เชื่อโดยช่วงแรกอาจรู้สึกเหมือนเรื่องที่เกิดไม่ใช่เรื่องจริง ซึ่งเป็นกลไกป้องกันตัวเองของจิตใจไม่ให้รับความเจ็บปวดมากเกินไปในทันที, รู้สึกสับสนและวุ่นวายใจโดยมักจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือไม่สามารถคิดหรือตัดสินใจเรื่องต่าง ๆ ได้ตามปกติ หรืออาจหลงลืมง่าย หรือไม่มีสมาธิ, รู้สึกกลัวและวิตกกังวลเช่น กลัวอนาคตที่ไม่แน่นอน กลัวรับมือสถานการณ์ไม่ได้ วิตกกังวลเกี่ยวกับผลที่จะตามมา เช่น ปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ สุขภาพ ผลทางคดีความ เป็นต้น

และภาวะอาการที่พบบ่อย ๆ เมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลงแบบกะทันหัน ก็ยังมี… โกรธและรู้สึกไม่ยุติธรรม อาจรู้สึกโกรธต่อโชคชะตา โกรธคนอื่น หรือกระทั่งโกรธตัวเอง และรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ยุติธรรม, เศร้าและรู้สึกสูญเสีย ก็เป็นอีกความรู้สึกที่เกิดขึ้น ที่พบได้บ่อย ๆ เช่นกัน โดยเมื่อคน ๆ นั้นเริ่มยอมรับความจริง ก็อาจร้องไห้บ่อยครั้งมากขึ้น เพราะรู้สึกสิ้นหวัง หรือหมดอาลัยตายอยาก และนอกจากผลกระทบทางจิตใจแล้ว ก็อาจจะส่งผลกระทบทางร่างกายด้วยโดยอาการทางกายที่แสดงออก มีอาทิ… นอนไม่หลับหรือนอนมากไป เบื่ออาหารหรือกินมากไป ปวดศีรษะ ปวดท้อง อ่อนเพลีย ไม่มีแรง

นี่เป็น “ผลที่เกิดต่อจิตใจต่อร่างกาย”

ผลเมื่อชีวิตเปลี่ยนแปลงฉับพลัน!!”

ทั้งนี้ “วิธีรับมือความเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลัน” ที่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลนั้น กรณีนี้มีข้อมูลคำแนะนำใน www.istrong.co แพลตฟอร์มให้บริการดูแลสุขภาพใจให้กับบุคคล ครอบครัว และองค์กร ที่แนะนำเรื่องนี้ไว้ผ่านบทความ “6 เทคนิคจิตวิทยาเพื่อปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ที่คำแนะนำโดยสังเขปนั้นมีดังต่อไปนี้…

การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ ที่ไม่ธรรมดาคือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบรวดเร็วและฉับพลัน ทำให้หลายคนปรับตัวไม่ทันเกิดปัญหาชีวิต เช่น เกิดความเครียด เกิดสภาวะทางจิต หรือซึมเศร้า อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หรืออย่างรวดเร็วนั้น ก็เป็นสิ่งที่ “พระพุทธเจ้าทรงเตือนไว้” ในเรื่องของ “ความไม่ประมาท 2 ประการ” กล่าวคือ… 1.กาลเวลามีจำกัด หมายความว่า เวลาสำหรับทำสิ่งนั้น ๆ มีจำกัด ถ้าไม่เร่งทำในเมื่อโอกาสหรือเวลามาถึง โอกาสนั้นผ่านไป เราก็เสียโอกาสไป และ 2.ความไม่เที่ยงแท้แน่นอน หมายความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน แม้แต่ชีวิตก็ไม่แน่นอน เพราะเหตุที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ก็ทำให้ทุกคนจึงต้องใช้ชีวิตโดยไม่ประมาท

นี่เป็นสิ่งที่บทความดังกล่าวเสนอไว้

เตือนสติ” เมื่อเจอความเปลี่ยนแปลง

ขณะที่ “ในทางจิตวิทยา” ก็มี “คำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางรับมือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นแบบรวดเร็ว”ดยยึดโยง ทฤษฎีของ “Charles Darwin” บิดาแห่งทฤษฎีวิวัฒนาการ ที่กล่าวไว้ว่า… ผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุด”โดยสำหรับ “การรับมือความเปลี่ยนแปลง” มี 6 แนวทาง

6 แนวทางรับมือความเปลี่ยนแปลง” ประกอบด้วย… 1.เปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพราะเราเปลี่ยนสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วไม่ได้ แต่สามารถจะทำใจให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นได้อย่างมีสติ แต่ก็สำคัญที่ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นดีหรือไม่ดี, 2.อยู่กับปัจจุบันเพราะเราย้อนเวลาไม่ได้ ดังนั้นจึงต้องใช้โอกาสที่มีอย่างคุ้มค่าที่สุด, 3.ปรับความคาดหวังให้เหมาะสมกับความเป็นจริง เพราะหากเราไม่ปรับความคาดหวังให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง ก็มีโอกาสสูงที่จะล้มเหลว

4.Growth Mindset ช่วยได้ โดยเมื่อเรามีความยืดหยุ่น จะทำให้มองสถานการณ์ได้รอบด้านมากขึ้น และเห็นแง่มุมใหม่ ๆ ของการเปลี่ยนแปลง, 5.มองโลกแง่ดีไว้ ทำให้เรารู้ปัญหาของตัวเรา สามารถประคับประคองชีวิตไปได้ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง และหากเปลี่ยนความคิดได้ ก็จะพลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้ และ 6.ขอความช่วยเหลือบ้างก็ไม่เสียหาย …ทั้งนี้ เหล่านี้เป็นแนวทาง “วิธีรับมือความท้าทาย” จากการที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงแบบรวดเร็วซึ่งเป็นเรื่อง “น่าพินิจ” รวมถึงกรณี “สถานะเปลี่ยน” ไม่ว่าสถานะเก่าและใหม่เป็นสถานะใดก็ตาม รวมถึง “จากสถานะพระเปลี่ยนเป็นฆราวาส”เพียงแต่ว่า…

คง “ต้องเป็นการเปลี่ยนที่ไม่มีคดีพ่วง”

ถ้า “มีคดีผิดกฎหมายมิใช่แค่ท้าทาย”

จะ “เปลี่ยนสถานะเป็นนักโทษได้!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์