ทั้งนี้ ในภาพรวม ๆ มิใช่การเฉพาะเจาะจงที่กรณีใด ๆ กับเหตุ “ละเมิดทางเพศคุกคามทางเพศ” นั้น เมื่อเกิดขึ้น และเป็นกระแสใหญ่ ผู้คนก็จะสนใจกันมาก แต่กระนั้น “การสกัดกั้นปัญหานี้แบบเชิงรุกในไทยดูจะยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ” ขณะที่…กรณี “เหตุปัญหาแบบนี้เกิดในบ้านเหยื่อเอง” คำถามที่อาจถูกละเลยก็คือ…

ทำไมบ้านจึงเป็นสถานที่เก็บซ่อนปัญหาไว้?

เหตุใดผู้เสียหายต้องใช้เวลานานกว่าจะพูด?

วันนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะพาไปหาคำตอบ

จิตติมา ภาณุเตชะ

เหตุ “ละเมิดทางเพศ-คุกคามทางเพศ” ในไทยนั้น “เหยื่อมีทุกวัย” มานานแล้ว โดยที่ “มิได้มีเพียงเพศชายกระทำต่อเพศหญิง” และในไทยในภาพรวมในปัจจุบัน ในยุคเปิดกว้างทางเพศสภาพ กับเหตุละเมิดทางเพศ เหตุคุกคามทางเพศก็ “รุนแรงขยายวง” ตามไปด้วย ซึ่ง ณ ที่นี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะชวนตั้งคำถามกับเหตุแบบนี้…โดยเฉพาะกรณี “เหตุเกิดในบ้านเหยื่อ-เหตุเกิดในครอบครัวเหยื่อ”ผ่าน “มุมสะท้อน” ของนักเคลื่อนไหวด้านส่งเสริมสุขภาวะทางเพศ คือ จิตติมา ภาณุเตชะ นายก สมาคมเพศวิถีศึกษา ซึ่งสะท้อนมุมมองต่อปัญหานี้ โดย “ตั้งคำถาม” ในอีกมุมอีกด้านของเหตุแบบนี้…

อะไรทำให้เหยื่อใช้เวลานานกว่าจะพูด?

เหตุใดครอบครัวจึงเลือกเพิกเฉยต่อเหยื่อ?

ทั้งนี้ เหตุแบบนี้เมื่อเกิดขึ้นในบ้านเหยื่อ โดยสังคมมีปุจฉา “จริง-ไม่จริง” ทาง จิตติมา นายกสมาคมเพศวิถีศึกษา สะท้อนมุมมองมาว่า… ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่แค่ใครพูดจริงหรือไม่จริง? แต่ต้องถอยออกมามองปัญหาที่เกิดขึ้นของเรื่องนี้ ซึ่งจะพบว่ามองเห็น ช่องว่างขนาดใหญ่ของระบบ เกี่ยวกับการรับมือปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศและความรุนแรงในครอบครัวของสังคมไทย ซึ่งในความเป็นจริงคือมีเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นมากในสังคมไทย เพียงแต่หลาย ๆ เหตุอาจจะไม่เป็นกระแสใหญ่ หรืออาจจะไม่ได้รับความสนใจ เนื่องจากเหยื่อหรือผู้เสียหายไม่ใช่คนตระกูลดัง ไม่ใช่คนดัง ไม่ใช่คนมีชื่อเสียง

แน่นอน ถ้าเป็นคนมีชื่อเสียง หรือเป็นที่รู้จัก ขนาดของการได้รับความสนใจก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นตามไป แต่สิ่งที่ตัวเองมองเห็นจากกรณีแบบนี้ ไม่ใช่แค่ผู้เสียหายเป็นคนที่สังคมรู้จัก หรือเป็นคนมีชื่อเสียง แต่เป็นคำถามที่ว่าทำไมเหยื่อจึงต้องใช้เวลานานมากกว่าจะมีความกล้าที่จะพูดออกมา รวมถึงปฏิกิริยาที่ครอบครัวเพิกเฉยต่อเหยื่อ”

แหล่งข่าวคนเดิมกล่าวอีกว่า… คำถามเหล่านี้จะกลับมาคมชัดอีก หากเกิดกระแสจากกรณีคนดัง ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่า… ปัญหาการถูกล่วงละเมิดจากคนในครอบครัวยังเป็นปัญหาสำคัญ และสิ่งที่สังคมไทยพลาดอยู่บ่อยครั้ง คือ การจดจ่อกับการตัดสินว่าใครพูดจริงหรือไม่จริง มากกว่าที่จะถอยออกมามองปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าถอยออกมาดูจะพบว่าเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นช่องว่างขนาดใหญ่ของระบบรับมือปัญหาล่วงละเมิดทางเพศ และความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งในความเป็นจริงในไทยมีเหตุลักษณะนี้เกิดขึ้นมาก เพียงแต่ เหยื่อจำนวนมากกลับไม่มีพื้นที่หรือไม่มั่นใจในความปลอดภัยของตน

หากตัดสินใจออกมาคอลเอาท์เรื่องตัวเอง

จึงเลือกที่จะ “ปิดปากเงียบ”จึงไม่พูดออกมา

และการที่เหยื่อส่วนใหญ่ “ไม่มีพื้นที่ส่งเสียง” หรือ “ไม่แน่ใจความปลอดภัย” หากจะออกมาพูดถึงเหตุการณ์ที่ถูกล่วงละเมิดเช่นนี้ ก็จึงทำให้เกิดเป็น “วัฒนธรรมเงียบ” ยิ่งถ้าหากเป็นเหตุการณ์ที่ “เกิดขึ้นในบ้านในครอบครัว” ก็จะ “ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น” เนื่องจากเกี่ยวโยงกับ “โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” โดย จิตติมา พูดถึงประเด็น “ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” นี้ว่า… เป็นแรงกดทับสำคัญต่อเหยื่อ เนื่องจากเหยื่อจำนวนมากที่ถูกคนในครอบครัวล่วงละเมิดโดยไม่กล้าออกมาพูดนั้น ก็เกิดจากแรงกดทับนี้ ที่ ทำให้เหยื่อไม่มั่นใจที่จะพูดออกมา หรือรู้สึกสับสน เนื่องจากสิ่งที่จะพูดเกี่ยวข้องกับคนในครอบครัว หรือคนที่ให้ความเคารพนับถือ รวมถึงเหยื่ออาจมีความผูกพัน หรือยังจำเป็นต้องพึ่งพิงผู้ก่อเหตุ เป็นต้น

ค่านิยมความสัมพันธ์ของครอบครัวที่ครอบความรุนแรงไว้นั้น ซับซ้อนมาก ซึ่งในหลายกรณีผู้กระทำไม่ใช่คนแปลกหน้า แต่เป็นคนใกล้ชิด หรือผู้มีพระคุณ ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าเหยื่อทุกด้าน ทั้งในเชิงอายุ รายได้ สถานะ หรือบทบาทในครอบครัวและสังคม เมื่อความรุนแรงเกิดขึ้นจากคนที่ควรปกป้อง เหยื่อจึงไม่ได้เผชิญแค่ความกลัว แต่ยังต้องเผชิญความสับสนและแรงกดดัน ทำให้การเอ่ยปากพูดจึงแทบเป็นไปไม่ได้เลย”…ทาง จิตติมา ระบุ

พร้อมชี้ว่า… ยิ่งสังคมมองความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว การแทรกแซงจากคนนอกก็มักเกิดขึ้นช้า หรือไม่เกิดขึ้นเลย โดยเฉพาะเมื่อเหยื่อถูกกระทำตั้งแต่วัยเด็ก หรือยังเป็นเยาวชน ก็จะยิ่งถูกบังคับให้ “แบกรับความเงียบ” ไว้ หากแต่ “ความเงียบกลับไม่ใช่ด่านสุดท้ายของผู้เสียหาย” ซึ่งหลาย ๆ กรณีที่เหยื่อรวบรวมความกล้ามากพอที่จะ “พูด” ออกมา…

แต่ “เหยื่อก็อาจต้องเจ็บซ้ำเจ็บกว่าเดิม”

ทำให้เหยื่อรู้สึก “เหมือนถูกกระทำซ้ำ ๆ”

เจ็บจากสิ่งใด?…มาดูกันในตอนต่อไป

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์