ทั้งนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีการรายงานว่า…ปัจจุบัน จีนมีสัดส่วนธุรกิจยูนิคอร์นสูงในสัดส่วนถึง 40% ของทั้งโลก โดยในจำนวนนี้ จีนมีที่เป็นระดับ “ซูเปอร์ยูนิคอร์น” ซึ่งมูลค่าเกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ถึง 3 แห่ง จากที่มี 4 แห่งทั่วโลก …นี่เป็น “ความไม่ธรรมดาของจีน” ยุคนี้ ที่ดูจะไม่สะทกสะท้านอะไรกับสงครามภาษีของสหรัฐสักเท่าใด
“ถอดบทเรียน” กรณี “ธุรกิจยูนิคอร์น”
แม้ “ยูนิคอร์นจีนก็คงไม่ง่ายที่จะถอด”
กระนั้น…“ก็มีเกาหลีใต้ที่ไทยน่าพินิจ”
ว่าด้วย “ความสำคัญของธุรกิจยูนิคอร์น” กับเรื่องนี้ “ควรต้องสนใจ” เพราะ… จำนวนยูนิคอร์นที่แต่ละประเทศมีอยู่สะท้อนศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศนั้นด้วย ทั้งยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนในต่างประเทศใช้พิจารณาระดมทุน ด้วยเหตุนี้ทำให้หลายประเทศพยายาม “ส่งเสริมสตาร์ทอัพ” ที่มีอยู่ “ให้เติบโตเป็นยูนิคอร์น” ให้ได้ เพราะเป็นเสมือนเครื่องมือช่วยดึงดูดเม็ดเงินเข้าสู่ประเทศด้วยอีกทาง …นี่คือความสำคัญธุรกิจที่เรียกว่า “ยูนิคอร์น” ขณะที่ ในประเทศไทยนั้นมีรายงานเรื่องนี้ว่า…ข้อมูลปี 2568 ไทยเพิ่งมีสตาร์ทอัพที่เติบโตเป็นยูนิคอร์น 4 ราย เท่านั้น!!…
ตัวเลขนี้ก็คงจะสะท้อนบางอย่าง…
กรณีสตาร์ทอัพไทยจะโตสู่ยูนิคอร์น

ทั้งนี้ การ “จะแจ้งเกิดยูนิคอร์น” นั้น จะหวังโชคช่วยไม่ได้…แต่“ต้องตั้งใจทำให้ถึง” ซึ่งเรื่องนี้ก็มีข้อมูลน่าสนใจที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อ… เป็นข้อมูลจากบทความ “ยูนิคอร์น…ไม่ได้เป็นได้เพราะโชคช่วย” โดย ปัทมพร โวหาร ฝ่ายนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ซึ่งเผยแพร่ไว้ใน www.depa.or.th โดยสังเขปมีว่า… ธุรกิจสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์น (Unicorn) คือสตาร์ทอัพที่มีมูลค่าการลงทุนที่ได้รับจากนักลงทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดยตัวอย่างยูนิคอร์นที่รู้จักกันทั่วไปก็มีอาทิ Uber, Airbnb, Xiaomi เป็นต้น
ในบทความเดิมยังให้ข้อมูลไว้เพิ่มเติมว่า… สำหรับประเทศแถบเอเชีย นอกเหนือจากจีนแล้ว เกาหลีใต้คือประเทศที่มียูนิคอร์นเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยเป็นรองสหรัฐอเมริกา จีน อังกฤษ และอินเดียเท่านั้น ซึ่ง “ปัจจัยนำสู่ความสำเร็จของยูนิคอร์นเกาหลีใต้” นั้น ทาง ปัทมพร ได้ระบุไว้ว่า… มีความน่าสนใจ และนำมาถอดบทเรียนใช้เป็นกรณีศึกษาได้…
เกี่ยวกับ “ยูนิคอร์นของเกาหลีใต้” ซึ่งมีจำนวนสตาร์ทอัพระดับยูนิคอร์นเป็นอันดับ 5 ของโลก ที่น่าสนใจในการ “ถอดบทเรียนใช้เป็นกรณีศึกษา” นั้น ทางผู้เขียนบทความ “ยูนิคอร์น…ไม่ได้เป็นได้เพราะโชคช่วย” ที่มีการเผยแพร่ไว้ใน www.depa.or.th ได้ฉายภาพเอาไว้ว่า… การที่สตาร์ทอัพของเกาหลีใต้ประสบความสำเร็จมาก เป็นผลจากหลายปัจจัย ทั้งตัวสตาร์ทอัพเอง และปัจจัยภายนอกสตาร์ทอัพที่มีส่วนสนับสนุน กับเอื้อต่อการประสบความสำเร็จ อย่างเช่น…
มีโครงสร้างพื้นฐานการเข้าถึงโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ, มีจำนวนการใช้ Smartphone สูงมาก, เป็นผู้พัฒนาโครงข่ายอินเทอร์เน็ตอันดับต้นของโลก รวมถึงมีเครือข่ายอุปกรณ์ IoT ครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของสตาร์ทอัพ และ ที่สำคัญที่สุดนั่นคือ…รัฐบาลมีแผนส่งเสริมที่จริงจังมาก ๆ เพื่อจะให้สตาร์ทอัพแข่งในเวทีโลกได้
ส่วนมาตรการอื่น ๆ ที่เกาหลีใต้ใช้เพื่อ “ส่งเสริมการเติบโตให้กับธุรกิจสตาร์ทอัพ”นั้น ก็มีอาทิ… มีกระทรวงที่ดูแลธุรกิจสตาร์ทอัพโดยเฉพาะ ในชื่อ “Ministry of SMEs and Startups (MSS)” เพื่อออกนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ในการสนับสนุนระบบนิเวศสตาร์ทอัพให้เอื้อต่อการทำธุรกิจ เช่น เปิดตลาดหลักทรัพย์ KONEX ให้แลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับ SME และผู้ร่วมทุน ในการระดมทุนหรือรวบรวมเงินลงทุนก่อนเข้าจดทะเบียนใน KOSDAQ, มีนโยบายกระตุ้นและดึงดูดใจของภาครัฐ เพื่อช่วยสตาร์ทอัพให้สามารถหาคนมีความสามารถมาร่วมงานได้ไม่ขาดแคลน เช่น มีข้อเสนอให้ผู้ชายเกาหลีใต้ทำงานในสตาร์ทอัพ แลกเปลี่ยนกับการไม่ต้องไปเข้ากรมทหารตามที่กฎหมายกำหนด…
นี่เป็นตัวอย่างมาตรการที่เกาหลีใต้มี
เพื่อที่จะทำให้เป็นประเทศสตาร์ทอัพ
นอกจากจะสนับสนุนด้านนโยบาย รัฐบาลเกาหลีใต้สนับสนุนเป็นเม็ดเงินให้แก่ธุรกิจสตาร์ทอัพในประเทศผ่านโครงการ-มาตรการอื่น ๆ เช่น โครงการ TIPS ที่ ให้เงินสนับสนุนด้านวิจัยและพัฒนา คิดเป็นเงินไทยราว 24 ล้านบาทต่อสตาร์ทอัพ 1 แห่ง และอีกจุดสำคัญที่ทำให้เกาหลีใต้ก้าวกระโดดกับสตาร์ทอัพนั้น ทาง ปัทมพร โวหาร ชี้ไว้ผ่านบทความว่า… คือ มีการเข้าไปลงทุนในธุรกิจสตาร์ทอัพของบริษัทขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบการร่วมทุน ลงทุนโดยตรง หรือผ่านโปรแกรมต่าง ๆ จน ส่งผลดีต่อระบบนิเวศสตาร์ทอัพ เกาหลีใต้ และ ผลดีก็ย้อนกลับไปยังระบบเศรษฐกิจรากฐาน ด้วย
“เกาหลีใต้” ไทยก็ “น่าพินิจพิเคราะห์”
น่า “ถอดบทเรียนใช้เป็นกรณีศึกษา”
ปั้นสตาร์ทอัพยูนิคอร์น “ไม่รอโชค”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



