ทั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่องการมี “เสียงในหัว” นั้น กรณีที่ดูจะเป็น “ปริศนา” ดังกล่าวนี้จริง ๆ ก็มีคำอธิบายในทางวิชาการ ที่ได้ “ไขปริศนา” เอาไว้ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเด็น “หลอนหรือไม่??”…
มีข้อมูลที่ชี้ไว้ว่า “ไม่ใช่เรื่องหลอน”
ชี้ “สาเหตุ–ที่มา” กรณี “มีเสียงในหัว”
รวมถึง “ข้อแตกต่างเสียงในหัว–ในหู”
เกี่ยวกับเรื่อง “เสียงในหัว” นั้น ข้อมูลที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อ มาจากบทความที่เผยแพร่ทางเฟซบุ๊กของ NIDA Management Insight Lab ซึ่งเป็นศูนย์วิจัยของคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ได้อธิบายไว้ โดยสังเขปมีว่า… “การพูดกับตัวเองในใจหรือในสมอง” มีคำเรียกในภาษาอังกฤษว่า “Inner Voice” ที่หมายถึง “ความคิดของตนเองที่ปรากฏในรูปแบบเสียง” ซึ่งมัก “ดังขึ้นในหัวหรือในใจ” โดยกรณีนี้ “แตกต่าง” จากหลอน หรือ…
“เสียงหลอน (Auditory Hallucination)”
สำหรับวิธีแยก “ความแตกต่าง” ระหว่าง “เสียงในหัว” กับ “เสียงหลอน” นั้น สามารถทำได้ง่าย ๆ คือ หากเสียงที่ได้ยินเป็น “เสียงของตัวเราเอง” กรณีนี้จะ “จัดเป็นเสียงในหัว” แต่… ถ้าเป็น “เสียงของคนอื่น” ที่ไม่ใช่เสียงของตัวเรา กรณีนี้จะ “เข้าข่ายเสียงหลอน”ซึ่งก็อาจเป็นสัญญาณของภาวะผิดปกติบางอย่างทางร่างกาย ทางอวัยวะ หรือระบบสมอง

ทั้งนี้ ข้อมูลโดย NIDA Management Insight Lab ได้อธิบายเพิ่มเติมไว้อีกว่า… ทุกคนสามารถจะมีเสียงจากภายในตนเองได้ ซึ่งเป็นผลมาจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในเซลล์สมองส่วน Broca’s Area ที่เกี่ยวข้องกับการพูด โดยการ “พูดในใจ” จะทำให้สมองส่วนนี้จดจ่อกับการสนทนาภายใน ทำให้ไม่วอกแวกไปกับเรื่องอื่น และอีกรูปแบบหนึ่งคือ…โดยธรรมชาติแล้ว เด็กอายุ 3 ขวบจะเริ่ม “พูดกับตัวเอง” โดยเฉพาะเวลาเล่นคนเดียว เพื่อเชื่อมโยงความคิดกับการพูดออกเสียง
อย่างไรก็ตาม แต่พฤติกรรมพูดกับตัวเองดังกล่าวมักจะหายไปเมื่อคนเราเติบโตขึ้น ที่เป็นผลมาจากปัจจัยแวดล้อม เช่น การถูกผู้ใหญ่สั่งห้ามทำ หรือมักจะถูกมองเป็นความผิดปกติ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะ มีงานวิจัยชี้ว่า…การพูดกับตัวเองโดยออกเสียงจะช่วยให้ทำงานที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่พูดได้รวดเร็วและแม่นยำกว่าการพูดในใจ …เป็นคำอธิบายโดยสังเขป
กรณี “เสียงในหัว…เสียงของตัวเอง”
กรณี “พูดกับตัวเอง…ออกเสียงยิ่งดี”
ขณะที่ข้อมูลโดยแหล่งเดิมก็ชี้ “ประโยชน์ของเสียงในหัว” ไว้ว่า… มีประโยชน์หลายด้าน เช่น ช่วยเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์จริง อาทิ การฝึกซ้อมการสนทนาโต้ตอบในใจ ทำให้เมื่อเผชิญสถานการณ์จริงจะพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ, ช่วยสร้างความมั่นใจเพื่อสร้างแรงผลักดันและให้กำลังใจตัวเอง เช่น เมื่อต้องเสนองาน แม้จะประหม่า แต่การพูดกับตัวเองว่าเราทำได้ ก็จะช่วยให้สมองเชื่อมั่นและเพิ่มความกล้า …นี่เป็น “ข้อดี” ของ “เสียงในหัว” ที่ใช้ประโยชน์ได้จริง ๆ ในชีวิตจริง ๆ
ในกรณีที่ตั้งใจให้มีเอง…ไม่ใช่หลอน
ทั้งนี้ ต่อด้วยเรื่อง “เสียงในหู” แตกต่างจากเสียงในหัวอย่างไร? กรณี “ได้ยินเสียงในหูถือเป็นอาการป่วยหรือไม่?” ซึ่งเรื่องนี้มีบทความในเว็บไซต์ www.si.mahidol.ac.th โดย รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ที่อธิบาย “การได้ยินเสียงในหู (Tinnitus)” ไว้ โดยสังเขปมีว่า… อาการนี้ เป็นความผิดปกติทางหู ที่ผู้ป่วยได้ยินเสียงที่ไม่มีอยู่จริงเช่น เสียงจั๊กจั่นหรือจิ้งหรีดร้อง ซึ่งอาจสร้างความรำคาญ ทำให้เกิดความรู้สึกวิตกกังวล และที่สำคัญการได้ยินเสียงในหูนี้ มักเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการมีอาการอื่น เช่น หูอื้อ ปวดหู หรือเวียนศีรษะ ร่วมด้วย
ทางอาจารย์ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ยังอธิบายเกี่ยวกับ “ประเภทของเสียงดังในหู” ไว้ว่า… แบ่งได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ ประเภทที่ 1เสียงดังในหูชนิดที่ได้ยินเฉพาะผู้ป่วย (Subjective Tinnitus)ซึ่งเป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นนอก ชั้นกลาง ชั้นใน หรือสมอง รวมถึง อาจเป็นผลมาจากโรคทางกายอื่น ๆ เช่น โรคโลหิตจาง โรคไต เบาหวาน ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ และไขมันในเลือดสูง เป็นต้น
และ ประเภทที่ 2 เสียงดังในหูชนิดที่คนภายนอกก็ได้ยิน (Objective Tinnitus)แบบนี้เกิดจากแหล่งกำเนิดเสียงที่มีอยู่จริงในร่างกาย เช่น ความผิดปกติของหลอดเลือด เสียงที่ดังตามจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือ มีความผิดปกติของท่อยูสเตเชียน (Eustachian tube) ที่เชื่อมระหว่างหูชั้นกลางกับโพรงหลังจมูก …นี่เป็นอีกประเภทของ “เสียงในหู”
ทั้งนี้ จาก “เสียงในหู” สลับกลับมาที่ “เสียงในหัว” ซึ่งข้อมูลในบทความให้ความรู้เรื่องเสียงในหัวที่อ้างอิงไว้ในตอนต้น ได้ระบุไว้ด้วยว่า… การเข้าใจเรื่องเสียงในหัว “เข้าใจความแตกต่าง” ของเสียงในหัวกับเสียงอื่น ๆ “สำคัญต่อการแยกแยะ”…
“เสียงในหัว” ถ้าปกติก็ “เสียงความคิด”
“เสียงหลอน–เสียงในหู” ที่ “มิใช่ลี้ลับ”
ใครหลอน–ใครแว่ว “หาหมอด่วน!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



