เป็นคำบอกเล่าจาก “ชูศิลป์ สารรัตนะ” ประธาน “วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน” ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน ที่ย้อนภาพอดีต พร้อมฉายภาพปัจจุบันของชุมชนนี้ ซึ่งในอดีตชุมชนเผชิญปัญหาจนเกือบล่มสลาย แต่ด้วยความสามัคคีของคนในชุมชน จึงแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และกลายมาเป็นชุมชนที่แข็งแรงในปัจจุบัน ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวชีววิถีชุมชนนี้มานำเสนอ…

ชูศิลป์ สารรัตนะ
เรื่องราวของ ชุมชนชีววิถี ต.น้ำเกี๋ยน อ.ภูเพียง จ.น่าน แห่งนี้ ทาง ชูศิลป์ ประธานวิสาหกิจชุมชนฯ ได้เล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า ย้อนไปในอดีตที่นี่เรียกได้เลยว่าเป็นชุมชนที่ไม่น่าอยู่ เพราะอุดมไปด้วยปัญหาสารพัด ซึ่งเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าแบบไม่ได้ควบคุม เพราะชาวบ้านต้องการพื้นที่เพาะปลูกกับทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ส่งผลให้ป่าต้นน้ำที่เคยสมบูรณ์ค่อย ๆ เสื่อมโทรมลง ประกอบกับช่วงหนึ่งนั้นในหมู่บ้านเกิดปัญหายาเสพติดและการพนันแพร่ระบาดอย่างหนัก จนเกือบจะถึงขั้นทำให้ชุมชนแห่งนี้ต้องล่มสลายเลยก็ว่าได้ จนในตอนนั้นคนภายนอกมองภาพชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยนว่าไม่น่าอยู่
ประธานวิสาหกิจชุมชนชีววิถีฯ คนเดิม บอกเล่าต่อไปว่า แต่หลังจากที่ทุกคนในชุมชนเริ่มตระหนักว่า หากปล่อยไว้แบบนี้ ชุมชนก็จะล่มสลายลงไปอย่างแน่นอน ดังนั้นกลุ่มผู้นำชุมชนซึ่งประกอบด้วยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน เจ้าอาวาส หมออนามัย และครู จึงได้มารวมตัวกันเพื่อหาทางออก ซึ่งถือเป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” เป็น “จุดเริ่มความสำเร็จ” ที่เกิดขึ้นในวันนี้ของชุมชน

“จุดเปลี่ยนที่สุดคือการที่ทุกคนเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงความคิด โดยเริ่มจากผู้นำชุมชน ถัดมาก็เป็นชาวบ้าน”ชูศิลป์ระบุ พร้อมบอกว่ามีการให้ความรู้และข้อมูล เพื่อให้มองเห็นถึงผลเสียของการทำลายป่าต้นน้ำที่นำไปสู่ความแห้งแล้ง และชวนกันให้เลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่เคยปลูกอยู่ ควบคู่กับการฟื้นฟูป่าชุมชน ต่อมาก็เริ่มจัดการปัญหายาเสพติดและการพนัน
อย่างไรก็ตาม ช่วงเริ่มต้นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ จึงต้องใช้ความมุ่งมั่นและความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อที่จะช่วยกันขับเคลื่อน จนชาวบ้านเริ่มเห็นถึงสิ่งที่ทำลงไปว่า มีเหตุผล มีหลักการ จนชาวบ้านเริ่มเชื่อมั่น และหันมาให้ความร่วมมือเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ “พอคนเริ่มเข้าใจมากขึ้น สุดท้ายก็กลายมาเป็นพลังที่สำคัญ”ชูศิลป์กล่าวเรื่องนี้

ทั้งนี้ เมื่อหยุดยั้งการทำลายป่าได้แล้ว อีกโจทย์ใหญ่คือการสร้างรายได้เสริม ให้กับชาวบ้าน ซึ่ง คำตอบนั้นอยู่ในป่าชุมชน นั่นก็คือ “ใบหมี่” พืชสมุนไพรท้องถิ่นที่คนเฒ่าคนแก่มักจะนำมาใช้สระผม จึงมีการคัดเลือกสมาชิกในชุมชนเพื่อไปเรียนรู้จากชุมชนอื่น ๆ ถึงวิธีแปรรูปสมุนไพร เพื่อที่จะนำความรู้กลับมาทดลองทำผลิตภัณฑ์ชีวภาพจากสมุนไพรของชุมชน โดยในปี 2550 ก็ได้ก่อตั้งกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน” ขึ้น โดยมีสมาชิกเริ่มต้น 79 คน กับเงินทุน 50,000 บาท
“เป้าหมายตอนแรกนั้น คือทำเอาไว้เพื่อใช้กันเอง เพื่อลดรายจ่ายและการใช้สารเคมีในครัวเรือน ก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะได้รับความนิยมมากขึ้น จึงเริ่มต่อยอดพัฒนาสู่การเป็นธุรกิจชุมชนอย่างเต็มตัว โดยได้การสนับสนุนด้านเงินทุนและความรู้จากทางธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โดยตอนเริ่มนั้นเราเริ่มต้นกันด้วยถัง 1 ใบ กับไม้พาย 1 อัน ก็ไม่คิดว่าจากจุดเล็ก ๆ วันนั้น เราจะมาได้ถึงจุดนี้” ชูศิลป์บอกเล่าเรื่องนี้

ชาวบ้านนำสมุนไพรมาขายให้กลุ่มฯ
และยังเล่าถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นว่า ตอนนี้ทางกลุ่มฯ มีการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรคุณภาพ 3 ประเภท ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ชีวาร์” กับ “ชีวาน่า” โดยดึงคนรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ หรือเครื่องสำอาง เข้ามาช่วยกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนกลายมาเป็นธุรกิจของชุมชนในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน ซึ่งชาวบ้านทุกคนถือหุ้นเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน และช่วยกันสร้างการบริหารงานให้มีความเป็นระบบ โดยจะมีการคัดเลือกคณะกรรมการบริหาร กับแบ่งหน้าที่กันดูแลในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการผลิต การตลาด บัญชี-การเงิน ขณะที่สมาชิกทุกคนก็จะมาช่วยกันผลิตและบรรจุสินค้า นอกเหนือจากช่วยกันปลูกใบหมี่ รวมถึงดอกอัญชัน มะกรูด มะเฟือง ขมิ้นชัน ไพล ผักเชียงดา มะขาม เพื่อนำมาใช้ทำเป็นวัตถุดิบ
“พอถึงจุดหนึ่งเราก็มองว่าสินค้าของกลุ่มฯ น่าจะมีอนาคต เพราะเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น และเริ่มมีคนมาจ้างให้ผลิตสินค้าให้ ทำให้เกิดความคิดที่จะขยายฐานการผลิต และมองว่าเราต้องมีเครื่องจักร จึงมองหาแหล่งทุน โชคดีที่ได้ ธ.ก.ส. เข้ามาสนับสนุนทั้งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำในการต่อยอดธุรกิจ แถมมาช่วยเติมความรู้ให้อีกด้วย” ชูศิลป์ระบุ

มีคนรุ่นใหม่กลับมาร่วมพลิกฟื้นชุมชน
ทั้งนี้ ปัจจุบันผลิตภัณฑ์สมุนไพรของชุมชนนี้มีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่ 1.เครื่องสำอางสมุนไพร ภายใต้แบรนด์ชื่อชีวาร์ กับชีวาน่า 2.ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เช่น ลูกประคบ, ยาหม่องสมุนไพร, ยาดมสมุนไพร, น้ำมันไพล 3.ชาชงสมุนไพร ได้แก่ ชาเชียงดา ชาเจียวกู่หลาน โดยชูศิลป์บอกว่า สินค้าของกลุ่มฯ เป็นผลิตภัณฑ์ที่เน้นการใช้สมุนไพรปริมาณมากและใช้สารเคมีให้น้อยที่สุด จนได้รับรางวัลการันตีคุณภาพมาแล้วมากมายหลายเวที ทำให้กลุ่มฯ เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเพราะได้คนรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาช่วยด้วย ทำให้กลุ่มฯ ได้รับความรู้และมุมมองใหม่ ๆ โดยเขายังพูดถึงเรื่องนี้ว่า “การเติมคนรุ่นใหม่เข้ามาผสานกับคนรุ่นก่อนทำให้กลุ่มฯ เติบโตได้ไวมาก เพราะคนรุ่นใหม่จะมีความรู้วิทยาศาสตร์ ส่วนคนรุ่นก่อนจะมีภูมิปัญญา พอเอามาผสานกันมันก็เลยเกิดส่วนผสมที่ลงตัวขึ้น”
ส่วน “เป้าหมายต่อไป” ประธานกลุ่มวิสาหกิจฯ บอกว่า แม้ชุมชนจะพลิกฟื้นกลับมามีความสุขและอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง แต่ก็จะยังไม่หยุดที่จะพัฒนาเพื่อความยั่งยืนต่อไป และยิ่งไปกว่านั้นยังตั้งเป้ากันไว้ว่า อยากผลักดันให้ชุมชนบ้านน้ำเกี๋ยนเป็นต้นแบบให้กับชุมชนอื่น ๆ ที่อาจจะสนใจ หรืออาจจะมีปัญหาคล้าย ๆ กับที่บ้านน้ำเกี๋ยนเคยเผชิญมาก่อน เพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้แผ่ขยายออกไปในวงกว้าง โดยยินดีและพร้อมให้ความรู้ทุกอย่างที่มีอยู่แบบไม่มีกั๊กเลย


เปรียบเทียบการผลิตยุคก่อนกับปัจจุบัน
ประธานกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน” อ.ภูเพียง จ.น่าน เผยความรู้สึกด้วยว่า มองย้อนกลับไปนับแต่วันแรกที่กลุ่มฯ ก่อตั้งขึ้น สำหรับตัวเขาแล้วถือว่าภารกิจประสบความสำเร็จมาก โดยความสำเร็จที่ว่าไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางธุรกิจเท่านั้น แต่คือการสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะคิดเป็นตัวเงินได้ นั่นคือ ชาวบ้านเลิกตัดไม้ทำลายป่า และเลิกปลูกพืชเชิงเดี่ยวหันมาปลูกพืชหลากหลาย รวมถึงสมุนไพร ทำให้ทุกคนมีรายได้เสริม แถมผู้สูงอายุและคนที่ว่างงานก็ยังได้มีงานทำ โดยกำไรส่วนหนึ่งที่เกิดขึ้นของกลุ่มฯ ก็จะถูกนำกลับมาพัฒนาชุมชนอีกทางหนึ่งด้วย… “สิ่งที่ทำให้ดีใจมากที่สุด คือการได้เห็นลูกหลานที่จากไปทำงานต่างถิ่นทยอยกลับมาบ้าน และมาช่วยกันทำงานที่โรงงานชุมชน ทำให้หลายครอบครัวมีความสุขเพิ่มมากขึ้น เพราะลูกก็ไม่ต้องห่างจากพ่อแม่ และพ่อแม่ก็มีลูกดูแลอยู่ข้าง ๆ กาย…นี่แหละคือสุขที่แท้จริง”.

คณะ ธ.ก.ส. เยี่ยมชม นำโดย “ณรงค์ ขันติวิริยะกุล”
‘ธ.ก.ส.’ ชูเป็น ‘ชุมชนอุดมสุข’
ในฐานะที่เป็น “ผู้สนับสนุนตัวจริง” ก็ลองมาดูมุมมอง “ธ.ก.ส.” กันหน่อย ว่าอะไรที่ทำให้เห็นถึงศักยภาพของกลุ่ม “วิสาหกิจชุมชนชีววิถีตำบลน้ำเกี๋ยน” โดย ณรงค์ ขันติวิริยะกุล รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.บอก “ทีมวิถีชีวิต” ว่า วิสาหกิจชุมชนแห่งนี้เป็นหนึ่งในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนภายใต้ โครงการ “ชุมชนอุดมสุข” ของ ธ.ก.ส. โดยที่นี่มีความโดดเด่นในด้านการผลิตพืชสมุนไพร และพืชผักปลอดสารพิษ อีกทั้งยังมีจุดเด่นในด้านความเข้มแข็งของคนในชุมชน ซึ่งหลังจากได้รับการสนับสนุนจาก ธ.ก.ส. ทางกลุ่มฯ ก็ได้มีการต่อยอดการผลิตของตัวเองด้วยการแปรรูปผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยผสานภูมิปัญญาตามแนวทาง “เศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม จนเกิดเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย อาทิ เครื่องสำอาง เครื่องดื่มชาชง ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ เป็นต้น ซึ่งนอกจากจะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มแล้ว ยังเป็นการใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นอย่างรู้คุณค่าอีกด้วย ทั้งนี้ รอง ผจก.ธ.ก.ส. บอกด้วยว่า… “ธ.ก.ส. ได้ช่วยให้คำแนะนำด้านการพัฒนาและขยายตลาดผลิตภัณฑ์ตามกลไกการเป็นแกนกลางการเกษตร หรือ Essence of Agriculture พร้อมทั้งสนับสนุนทางการเงินและเติมองค์ความรู้ เพื่อยกระดับศักยภาพให้กลุ่มฯ สามารถเติบโตอย่างมั่นคง ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการเป็นอีกหนึ่งพลังเสริมในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างแท้จริง”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน



