ตำรวจหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิด หรือ “EOD” สังกัดกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ สถานีตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ซึ่งประสบเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาให้ไม่เหมือนเดิม หลังจาก “โดนระเบิดจนต้องสูญเสียขาไปทั้ง 2 ข้าง” จากเหตุการณ์นั้น อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเสียอวัยวะสำคัญไป และต้องรักษาตัวอย่างยาวนานเรื่อยมา หากแต่เขาก็ “ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา…สู้กลับโชคชะตา” และยังพลิกชีวิตมาเป็น “พ่อค้าออนไลน์” หารายได้เสริมเพื่อครอบครัวด้วย ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” จะพาไปรู้จักกับ “จ่ายอดนักสู้ชีวิต” คนนี้…

จ.ส.ต.วรวิทย์ ณะรัตนะ” หรือ “จ่าปืน” อายุ 36 ปี ผบ.หมู่ ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด สังกัดกองกำกับการปฏิบัติการพิเศษ สถานีตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส เล่าชีวิตให้ฟังว่า ชีวิตครอบครัวของเขานั้น เขาแต่งงานกับภรรยา คือ ลลิตา ซุ่นเซ่ง และมีบุตรชาย 1 คน คือ ด.ช.กวินทร์ ณะรัตตะ ตอนนี้อายุ 4 ขวบ เรียนอยู่ชั้นอนุบาล 3 ทั้งนี้ สำหรับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขานั้น เขาเป็นหนึ่งในเจ้าหน้าที่ซึ่งเข้าตรวจสอบระเบิดที่ อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 และโดนระเบิดที่คนร้ายลอบวางไว้จนได้รับบาดเจ็บ ส่งผลทำให้ขาขาดทั้ง 2 ข้าง และต้องรักษาตัวที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ยาวนาน 7 เดือน โดย จ่าปืน ได้เล่าย้อนเหตุการณ์วันนั้นให้ฟังว่า…

เช้าวันนั้น ทางโรงพักแจ้งว่าชุดรักษาความปลอดภัยครูออกไปปฏิบัติหน้าที่ และเกิดเหตุคนร้ายดักซุ่มยิงและถูกระเบิด ทำให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งหลังเกิดเหตุก็ได้แจ้งมายังต้นสังกัดชุดเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด หรือ EOD ของภูธรจังหวัด ให้ออก ว.4ตอนบ่าย เนื่องจากวันนั้นมีเหตุการณ์คล้ายกัน 2 เหตุการณ์ และกลัวว่าคนร้ายอาจจะลอบเข้าในพื้นที่ ชุดปฏิบัติการของผมพร้อมกับเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้ไปยังที่เกิดเหตุและเคลียร์พื้นที่ โดยปกติเราจะทำงานร่วมกันกับหลายฝ่าย มีทั้งนายทหารช่าง ชุด EOD ทหาร และตำรวจ โดยแบ่งโซนกันทำงาน วันนั้นผมเป็นชุดเคลียร์พื้นที่อยู่หลังสุด และมีรถอุปกรณ์ตามหลัง ซึ่งต้องขยับไปเรื่อย ๆ เพื่อเคลียร์พื้นที่ เพราะพื้นที่มันยาวมาก จากหน้าโรงเรียนจนถึงจุดที่ อส. เสียชีวิต ผมกับรุ่นพี่เคลียร์ระเบิดลูกแรกเสร็จ และเดินพ้นไปแล้ว แต่เห็นปลอกกระสุนเก่าตกอยู่เยอะมาก ก็คิดว่ามันแปลก ๆ รุ่นพี่ก็เลยสั่งให้ผมไปเอาอุปกรณ์มาสแกนอีกรอบ แต่แค่ผมตอบว่าครับ พอเอี้ยวตัวปั๊บ มันก็ระเบิดตูม”จ่าปืนเล่าย้อนเหตุการณ์ครั้งนั้นให้ฟัง

พร้อมกับพูดถึงความรู้สึกในช่วงเวลาเป็นตายตอนนั้นว่า เท่าที่พอจำความได้ แรงระเบิดทำให้ร่างเขาลอยขึ้นบนฟ้า แล้วตกกลับลงมาอยู่ในหลุม เพราะเขายืนคร่อมระเบิดอยู่ ก็ทำให้ร่างกายช่วงบนรอด แต่ช่วงล่างเละ ซึ่งหลังโดนระเบิดเลือดก็ไหลออกมาเยอะมาก โดยหลังจากทีมพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบก็พบว่าเป็นระเบิดแสวงเครื่อง เป็นระเบิดที่ทำขึ้นเองจากถังแก๊สและถังดับเพลิงของมาเลเซีย ซึ่งระเบิดรูปแบบนี้แรงระเบิดมันจะดันขึ้นตรงอย่างเดียว ไม่ได้กระจายออกข้างเยอะ รุ่นพี่ที่อยู่ห่างเขาออกไปแค่ 2 เมตรจึงไม่เป็นอะไรเลย

ภาพในอดีตขณะปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบเก็บกู้ระเบิด

ทั้งนี้ จ่าปืน บอกว่า หลังระเบิดเขารู้สึกตัวตลอด และยังมีสติ จึงพยายามยกขาขึ้น แต่ก็ยกไม่ขึ้น เพราะเจ็บมาก จึงร้องเรียกให้เพื่อนช่วย เพื่อน ๆ ก็ตะโกนบอกว่าให้ใจเย็น ๆ เพราะหลักการทำงานต่อให้มีเหตุน่าตกใจแค่ไหน ทุกคนต้องตั้งสติ และจะเข้ามาในที่เกิดเหตุทันทีไม่ได้ เพราะอาจมีกับดักวางไว้ทำร้ายเจ้าหน้าที่อีก ตามหลักการจะต้องเคลียร์พื้นที่ข้าง ๆ ก่อน “ตอนนั้นกว่าเพื่อน ๆ จะมาถึงตัวผม ก็ต้องรอ 3-5นาที” เขาเล่าถึงวินาทีความเป็นความตายในวันนั้นให้ฟัง

ก่อนจะเล่าต่อไปอีกว่า ตอนนั้น วินาทีที่เห็นสภาพของตัวเอง อารมณ์แรกเลยคิดว่าคงไม่รอดแน่ ๆ เพราะก้มมองขาตัวเองก็รู้ทันทีว่าขาข้างหนึ่งไม่มีแล้ว ส่วนอีกข้างก็ขาดรุ่งริ่ง จนคิดว่าคงไม่รอดแล้ว เพราะเจ็บจนทนไม่ไหว ซึ่งตอนนั้นยอมรับว่าถอดใจแล้ว แต่พอจะหมดสติก็มีหน้าลูกชายแว่บเข้ามา ก็เลยได้สติกลับมา พร้อมกับคิดว่า หากตายแล้วลูกจะอยู่ยังไง พอเพื่อน ๆ มาถึงตัว และจะถอดเสื้อเกราะของเขาออก เขายังมีสติจึงบอกกลับไปว่าสามารถถอดเองได้ เพื่อน ๆ ก็เลยใช้ Tourniquet ที่เป็นอุปกรณ์ห้ามเลือดภาคสนามของสหรัฐอเมริกามารัดห้ามเลือดให้

หลังปฐมพยาบาลเสร็จ เขาก็หามผมไปที่อำเภอ ตอนนั้นเริ่มเบลอ ๆ คิดว่าจะไปแล้ว เลยบอกพี่เกมส์ รุ่นพี่ EOD ว่าผมไม่ไหวแล้ว ขอไปนะ ไม่ไหวจริง ๆ ทนเจ็บไม่ไหวแล้ว ผมฝากดูแลลูกด้วยนะ พี่เกมส์ก็บอกไม่ได้ ลูกตัวเองต้องกลับไปเลี้ยงเองสิ ให้คนอื่นเลี้ยงไม่ได้ แล้วก็ตบหน้าผมหลายครั้งเพื่อให้มีสติ ซึ่งกว่าจะได้เข้าโรงพยาบาลรักษาก็มีหลายเรื่องมากครับ เพราะโรงพยาบาลอำเภอผ่าตัดใหญ่ไม่ได้ ผู้บัญชาการก็เลยสั่งให้เอาเฮลิคอปเตอร์มารับ ตอนนั้นผมไม่ค่อยมีสติแล้ว ทีนี้พอเฮลิคอปเตอร์บินขึ้นแป๊บเดียวความดันผมก็ตกอีก ก็เลยต้องเปลี่ยนแผนเอาเครื่องลง และใช้รถแอมบูแลนซ์แทน ส่งตัวไปที่โรงพยาบาลสุไหงโกลก จากนั้นตอนหลังก็มาพักฟื้นที่โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ มอ.หาดใหญ่ อีก 7เดือนเต็ม”

รับรางวัลเชิดชูเกียรติ – เข้าออนไลน์ขายของ

ในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาล มอ.หาดใหญ่นั้น จ่าปืน เล่าว่า ความรู้สึกช่วงแรกก็จะห่อเหี่ยว และคิดไปสารพัด แต่ไม่ได้คิดถึงตัวเอง คิดเป็นห่วงลูกและครอบครัวว่าจะอยู่ยังไง เพราะลูกยังเล็ก แต่ก็พยายามคิดในแง่ดีว่ายังโชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังโชคดีที่ได้กลับมาเห็นหน้าลูก พยายามไม่คิดว่าตัวเองจะเสียอะไรไป แต่คิดว่าตัวเองยังเหลืออะไรอยู่มากกว่า เพราะคนอื่นไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้สั่งเสียลูกเมียครอบครัวด้วยซ้ำ แต่เขายังมีโอกาสได้กลับมา จึงฮึดสู้อีกครั้ง

แรก ๆ ที่อยู่ในโรงพยาบาล ผมจะไม่จับโทรศัพท์เลย แต่พอทุกอย่างอยู่ตัวแล้ว ก็ดูข่าวตัวเองใน TikTok ของภรรยา ปรากฏมีคน 5,000-6,000คน เข้ามาให้กำลังใจ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยรู้จักเราเลย ซึ่งมันช่วยเยียวยาจิตใจได้จริง ๆ และตอนพักฟื้นอยู่ในโรงพยาบาลก็มีจิตแพทย์มาประเมินตลอด แกก็น้ำตาซึมบอกว่าผมเข้มแข็งกว่าแกอีก พอมาคิด ๆ ดูผมว่าเป็นเพราะกำลังใจจากคนรอบข้างนะ ที่ทำให้ผมไม่ยอมแพ้” จ่าปืนบอกความรู้สึกเรื่องนี้

ขณะที่สภาพร่างกายนั้น หลังฟื้นฟูและทำกายภาพบำบัดจนร่างกายฟื้นแล้ว เขาก็ได้รับขาเทียมจากบริษัทเอกชนของประเทศเยอรมนี พอได้มาก็ต้องฝึกเดิน วันละ 2 ชั่วโมง และทำตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้มีความคุ้นชิน และไปพบหมอตามนัดเพื่อติดตามอาการ 2-3 เดือนครั้ง ส่วนสภาพจิตใจตอนนั้น เขายอมรับว่า บางเวลาก็ยังย่ำแย่ เพราะมีภาวะอาการ “ขาหลอน” คือยังรู้สึกว่าตัวเองยังมีขาอยู่ หรือบางช่วงก็ยังรู้สึกเจ็บและตึงขา ก็ต้องกินยาตามแพทย์สั่ง

แพ็คสินค้าเตรียมส่งลูกค้า

ถามว่าปรับตัวนานไหม ก็ปรับไปเรื่อย ๆ ทีละนิด เช่น วันนี้ไม่ได้ วันหน้าต้องได้ คือพยายามหาวิธีของตัวเอง ถ้าไม่ได้ก็หยุดไว้ก่อน จะไม่ฝืน เพราะถ้าฝืนแล้วทำไม่ได้จะทำให้ท้อ” เป็นวิธีคิดเพื่อจะเซ็ตอัปชีวิตใหม่ให้ตัวเอง

เมื่อจ่าปืนกลับไปพักรักษาตัวและทำกายภาพต่อที่บ้าน ภรรยาและครอบครัวก็คอยดูแล แต่ด้วยภาระค่าใช้จ่ายที่แบกรับไว้ ในฐานะเป็นหัวหน้าครอบครัว ทำให้เขาเองต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อครอบครัว โดยจ่าปืนยอมรับว่า ช่วงแรก ๆ รายได้ไม่เพียงพอ ซึ่งแต่ละเดือนก็จะได้รับเงินเดือน 20,000 บาทเศษ แต่เมื่อหักเงินกู้สหกรณ์ตำรวจที่เคยกู้มาซ่อมแซมบ้านให้แม่และภรรยาแล้ว ก็เหลือเพียงเดือนละ 3,000 บาท ก็ใช้จ่ายแทบไม่พอ จากเดิมที่เคยได้เบี้ยเลี้ยงนำมาใช้จ่ายในครอบครัวด้วย

หลังเกิดเหตุระเบิด เบี้ยเลี้ยงต้องถูกตัด เพราะต้องพักรักษาตัว ตอนนั้นภรรยาก็ทำงานเป็นแค่ลูกจ้างโครงการชลประทานพัทลุง พอรายได้ลดก็เลยตึงมือสุด ๆ จนเมื่อตั้งสติและปรับตัวได้แล้ว ผมก็มานั่งคุยกับภรรยาเพื่อหาลู่ทางหาเงิน เพราะคงมานอนเฉย ๆ ไม่ได้ เดี๋ยวจะเป็นซึมเศร้าด้วย ก็เลยคิดว่าจะลองขายของออนไลน์ดู เพราะก็เคยขายของตั้งแต่ตอนอยู่นราธิวาสแล้ว เคยรับหิ้วปลาส้ม ปลาดุกร้า และนำข้าวเกรียบปลามาขาย”

ตั้งแต่ผันตัวเป็น “พ่อค้าออนไลน์” จ่าปืนบอกว่า นอกจากมีรายได้เสริมมาช่วยจุนเจือครอบครัวแล้ว การเป็นพ่อค้าออนไลน์ยัง ช่วยทำให้ใจไม่ฟุ้งซ่านคิดมาก อีกด้วย ถึงแม้ช่วงแรก ๆ ที่เริ่มทำจะรู้สึกเขินกล้องมากจนพูดอะไรไม่เป็นเลย แต่ก็ได้บรรดา FC คอยช่วยแนะนำเทคนิคต่าง ๆ ก็ทำให้ได้แง่คิดที่ต่อมาก็นำไปใช้บอกกับน้อง ๆ ว่า หากเจอเหตุการณ์แบบตัวเขา อย่าอยู่คนเดียว แต่ให้เข้าไปในโชเชียล เพื่อดูคอมเมนท์เชิงบวก ซึ่งจะช่วยได้เยอะมาก

ยืนหยัดเพื่อลูกและภรรยา

และเขายังเล่าให้ฟังอีกว่า การขายของออนไลน์ช่วยให้เขาสามารถมีรายได้เพิ่มมาเลี้ยงดูครอบครัวได้ ซึ่งสินค้าที่เขาขายออนไลน์ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าท้องถิ่นจากทะเลน้อย จ.พัทลุง เพราะภรรยาเป็นคนทะเลน้อย แม่ยายก็เป็นแม่ค้าด้วย สินค้าหลัก ๆ คือ ปลาส้มคลุกข้าวคั่ว แล้วก็มีปลาดุกร้า สาคูต้น ปลาลูกเบร่ หัวครกหราน้ำผึ้ง คอนเฟลก และป๊อปคอร์น

เดี๋ยวนี้ผมขายเก่งพูดเก่งแล้วครับ แต่หากออเดอร์มากขึ้นก็ต้องหาผู้ช่วย เพราะลำพังผมกับภรรยาทำไม่ทัน ก็ไปจ้างหลาน ๆ เด็ก ๆ ใกล้บ้าน มาช่วยกันแพ็กสินค้าส่งให้ลูกค้า ผมจดเป็นรูปแบบบริษัทด้วย ชื่อ ปลาส้มจ่าปืน EOD มั่งมี จำกัด เพื่อจัดการเรื่องภาษีให้เรียบร้อย จะเป็นตัวกลางรับของชาวบ้านมาขาย คือผมไม่ต้องสต๊อกสินค้าไว้เยอะ เราจะทำกันแบบเรียล คือเขาผลิตได้เท่าไหร่ก็มาไลฟ์ขายเท่านั้น” จ่าปืนเล่าชีวิตพ่อค้าออนไลน์ในวันนี้

ทั้งนี้ “จ่าปืน” ได้ทิ้งท้ายด้วยว่า อยากให้กำลังใจเพื่อนร่วมงาน และเจ้าหน้าที่ที่เป็นกระแสอยู่ในตอนนี้ โดยอยากบอกว่า “ขอให้ทุกคนทุกนายที่กำลังทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง มีสติในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะว่าพลาดนิดเดียวก็อาจจะส่งผลต่อชีวิตได้ ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์ และรอดชีวิตกลับไปหาลูกเมียและครอบครัว…ขอให้ทุกคนปลอดภัย”.

กำลังใจที่เคียงข้างเสมอ

หลังบ้าน’ กำลังใจ ‘สู้เคียงข้าง’

ลลิตา ซุ่นเซ่ง หรือ “กวาง” อายุ 34 ปี ภรรยา “จ่าปืน” ได้เล่าความรู้สึกลึก ๆ ของเธอให้ฟังว่า หลังจากสามีถูกระเบิดจนทำให้สูญเสียขาทั้ง 2 ข้างไป ชีวิตของเธอกับลูกชายก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมาจ่าปืนคือเสาหลักของครอบครัว ซึ่งพอสามีต้องมาเป็นแบบนี้เธอก็อดเป็นห่วงสภาพจิตใจของสามีไม่ได้ เพราะจากที่เคยเป็นเสาหลัก และเคยทำอะไรทุกอย่างเองได้ เคยเดินได้ เคยขับรถได้ แต่พอบาดเจ็บจนขาขาดก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนเดิม อีกทั้งยังต้องรักษาตัวนานหลายเดือน ก็ยิ่งอดเป็นห่วงไม่ได้ จึงพยายามให้กำลังใจสามี พยายามกอด พยายามบอกให้เขาสู้… “ก็พยายามให้กำลังใจพี่ปืนตลอดว่าเรากับลูกอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน จะเคียงข้างสู้ไปด้วยกัน และเราโชคดีที่ได้รับความเมตตาจากท่าน ผบ.ตร. ให้สอบบรรจุเป็นตำรวจ ซึ่งพอดีกับที่ทางตำรวจภาค 9ต้องการเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีประจำที่พัทลุง ก็ถือเป็นความกรุณาของผู้ใหญ่ที่อยากช่วยครอบครัวเรา ทำให้เราเองก็มีกำลังใจที่จะเป็นกำลังใจให้พี่ปืนเขาลุกขึ้นมาสู้ได้”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน