การที่สหรัฐประกาศลดภาษีนำเข้าสินค้าไทยจาก 36% เหลือ 19% แม้จะเป็นข่าวดี สร้างความปลื้มปีติให้รัฐบาล รวมถึงภาคเอกชนไทยบางราย แต่ในความจริงแล้วก็เสมือนเป็นแค่การจบศึกเจรจาสงครามการค้ายกแรกเท่านั้น! เพราะหลังจากนี้ทั้งรัฐบาลไทย และภาคเอกชนยังต้องมีการบ้านเรื่องที่ต้องสะสางอีกหลายอย่าง ก่อนที่จะได้ข้อตกลงทางภาษีอย่างเป็นทางการ
เพราะทีมไทยแลนด์ต้องมานั่งทำรายละเอียดในเชิงลึก เป็นรายสินค้าให้ชัดเจนต่ออีก โดย “พิชัย ชุณหวชิร” รองนายกฯ และรมว.คลัง ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ บอกว่า ข้อเสนอของไทยที่ได้ยื่นไปยังสหรัฐเป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีข้อผูกพันตามกฎหมาย เป็นเพียงหลักการใหญ่ที่ได้ตกลงกันไว้เบื้องต้นในชั้นการเจรจาเท่านั้น ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วยังต้องมีการลงรายละเอียดออกมาเป็นรายสัญญาทุก ๆ เรื่องที่ได้เจรจาไว้กับสหรัฐ
เช่น มาตรฐานควบคุมสินค้าจากสหรัฐที่แตกต่างจากไทย กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า เกณฑ์อาร์วีซี ที่จะใช้พิจารณาว่า สินค้าไทยจะถูกเก็บภาษีเท่าไร 19% หรือ 40% เพราะหากสินค้าไหนมีส่วนประกอบจากไทยมากก็ได้ภาษีต่ำ แต่ถ้ามีส่วนประกอบจากจีนหรือประเทศอื่นเยอะก็จะเสียภาษีสูง ดังนั้นเรื่องอาร์วีซีจะเป็นกุญแจอีกตัวที่ตัดสินว่าสินค้าไทยจะได้หรือเสียประโยชน์ ตลอดจนข้อตกลงที่ไม่ใช่ภาษี เช่น มาตรฐานความปลอดภัย มาตรฐานสาธารณสุข เป็นต้น
เยียวยา-แก้สวมสิทธิ
นอกจากนี้รัฐบาลต้องวางแผนแก้เรื่องสวมสิทธิ รวมถึงการแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งกรมศุลกากรไทยต้องทำการบ้านควบคู่กรมศุลกากรสหรัฐ เพื่อกำหนดวิธีการตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มข้น ตลอดจนแก้ไขเกณฑ์ ระเบียบ การนำเข้า โดยมีความเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวง การปราบธุรกิจนอมินี รวมถึงการส่งเสริมให้ภาคการผลิตเข้ามาใช้วัตถุดิบส่วนประกอบในประเทศเพิ่ม
ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องหาแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐ โดยปัจจุบันเหลืองบกระตุ้นเศรษฐกิจอีก 2.4 หมื่นล้านบาท ดูว่าควรจะจัดทัพไปใช้อะไรให้ถูกที่ควร หรืองบที่อนุมัติแล้ว 1 หมื่นล้านบาท ให้กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบีโอไอว่าจะนำไปใช้อะไร เพื่อช่วยการจ้างงาน ทำให้ผู้ประกอบการมีต้นทุนการผลิตที่ลดลง หรือสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าผ่านการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ตลอดจนการทำธุรกิจที่สอดคล้องกับการดูแลสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงการลงทุน และรวมไปถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว
เร่งเคลียร์กฎอาร์วีซี
ด้าน “พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” ประธานกรรมการหอการค้า ไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่า วันนี้ภูมิทัศน์การค้าโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่ละประเทศต่างแข่งขันกันด้วยการออกกติกาใหม่ ๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นจีน สหรัฐ หรือสหภาพยุโรป โดยเฉพาะมาตรการภาษีของสหรัฐ ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับระบบซัพพลายเชนอย่างมาก
เรื่องนี้ถือเป็นอุปสรรคสำคัญของผู้ส่งออกไทย ไม่เพียงแต่เพิ่มต้นทุนให้ทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ แต่ยังมีปัญหาซับซ้อนในเรื่องสินค้าแอบอ้างถิ่นกำเนิดสินค้า และมาตรการการใช้ส่วนประกอบจากในประเทศ ที่สหรัฐให้ความสำคัญอย่างเข้มงวด หอการค้าฯ เห็นว่ารัฐบาลควรเร่งสร้างความชัดเจนในประเด็นนี้ รวมถึงเรื่องอาร์วีซีที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปฏิบัติตามกติกาและแข่งขันได้อย่างมั่นใจ
ดังนั้น หอการค้าฯ มองว่าจำเป็นที่จะต้องจัดตั้ง “คณะทำงานพิเศษ” ของภาครัฐที่บูรณาการการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงการต่างประเทศ กรมศุลกากร และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมองภาพรวมและแก้ไขปัญหาการค้าที่ซับซ้อนทั่วโลกอย่างเป็นระบบ โดยเรื่องนี้ได้ถูกเสนอไปยังนายกรัฐมนตรีแล้ว และอยากขอให้กระทรวงพาณิชย์ช่วยผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ และหยิบยก 4 ข้อเสนอแนะสำคัญ

เรียกร้อง 4 ข้อเสนอ
เริ่มจาก 1. การส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ การเตรียมพร้อมรับมือกับมาตรการทางภาษีของสหรัฐอเมริกา การจัดการกับสินค้าสวมสิทธิ์เพื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี การเร่งรัดการออกใบรับรองสินค้าตามมาตรฐาน BIS ของอินเดีย การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ประกอบการผู้ผลิตถุงมือยางไทย การกำกับตรวจสอบการนำเข้าของผลิตภัณฑ์ ที่เข้ามาในลักษณะการทุ่มตลาด และกำหนดมาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 2. การอำนวยความสะดวกทางการค้าและการขนส่ง ลดต้นทุนโลจิสติกส์ ส่งเสริมโครงการนำร่อง เช่น Transshipment Sandbox ณ ท่าเรือแหลมฉบัง และการเชื่อมโยงระบบข้อมูลของภาครัฐอย่างไร้รอยต่อ เพื่อปลดล็อกข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ การตรวจสอบดำเนินคดีนิติบุคคลที่ใช้นอมินีในการจัดตั้ง รวมถึงมาตรการกระตุ้นภาคค้าปลีก และท่องเที่ยวเชิงคุณภาพของไทย 3. การขยายความร่วมมือเอฟทีเอ และส่งเสริมการใช้สิทธิประโยชน์ เร่งรัดการเจรจาเอฟทีเอ ไทย–อียู และขยายสู่ตลาดใหม่ในเอเชียใต้ แอฟริกา และลาติน อเมริกา ควบคู่กับการเสริมสร้างความรู้แก่ผู้ประกอบการในการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้เอฟทีเออย่างมีประสิทธิภาพ การแก้ไขปัญหาการละเมิดข้อตกลงการค้าไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ การแก้ไขปัญหาการออกเอกสารการส่งออกผักผลไม้ที่แออัด ณ สนามบิน สุวรรณภูมิ และ 4. การค้าชายแดนและความมั่นคงทางเศรษฐกิจในพื้นที่แนวชายแดน ผลักดันมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปิดด่านชายแดนไทย–กัมพูชา ทั้งการจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประกอบการ สินเชื่ออัตราพิเศษ (ซอฟต์โลน) การประกันความเสี่ยงการส่งออก
พัฒนาพันธุ์-เพิ่มผลผลิต
ขณะที่ ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย มองว่า หากประเทศไทยมีภาษีใกล้เคียงกับภูมิภาค ก็ไม่ได้ทำให้ได้เปรียบเสียเปรียบกัน โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นคู่แข่งโดยตรงในการส่งออกข้าวขาว และข้าวหอมมะลิกับไทย โดยหากภาษีไทยแพงกว่าอาจจะต้องเหนื่อย และจะทำให้ราคาข้าวหอมไทยสูงกว่าข้าวหอมเอสที 21 ของเวียดนามเพิ่มขึ้นอีก จากปัจจุบันที่ราคาก็ต่างกันมากอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เรื่องของราคาก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญไทยควรให้ความสำคัญต้องการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวใหม่ ให้มีข้าวสายพันธุ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และมีผลผลิตต่อไรที่ดีขึ้น ซึ่งต้องยอมรับว่าทุกวันนี้การปลูกข้าวของไทยผลผลิตต่อไร่ต่ำมากเมื่อเทียบกับคู่แข่ง เฉลี่ยแล้ว 400-550 กก.ต่อไร่ ขณะที่เวียดนามปลูกได้เกิน 900 กก.กว่าต่อไร่ ทำให้ต้นทุนเฉลี่ยถูกกว่า และขายได้ในราคาที่ต่ำกว่าไทย ทำให้ชาวนาก็อยู่ได้ การส่งออกก็ดี ส่วนสถานการณ์ส่งออกข้าวไทยปีนี้คาดว่าจะลดลงจากปีก่อน และอาจจะตกลงมาอยู่อันดับสามของโลก ตามหลังอินเดีย และเวียดนาม

หาตลาดทดแทน
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปูนซีเมนต์ไทย หรือ เอสซีจี บอกว่า ครึ่งปีหลัง ธุรกิจยังมีความท้าทายทั้งจากเศรษฐกิจไทย อาเซียน และโลก ที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไปสหรัฐ รวมทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และราคาพลังงานผันผวน ทำให้บริษัทวางแผนรับมือด้วยการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสู้กับความท้าทายที่เกิดขึ้น โดยเพิ่มสัดส่วนการส่งออกในตลาดใหม่ที่ไม่ใช่สหรัฐมากยิ่งขึ้น ขยายปูนเม็ดของเอสซีจี ดิสทริบิวชั่น แอนด์ รีเทล ไปทวีปแอฟริกา ขยายตลาด 3ดี พริ้นติ้ง โซลูชั่น ไปญี่ปุ่น ซาอุดีอาระเบีย มาเลเซีย ขยายตลาดหลังคาและฝาฝ้าไปให้เหมาะกับลูกค้าออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และขยายตลาดกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน ไปทวีปยุโรป, ขยายตลาดปูนเอสซีจี คาร์บอนต่ำ ไปออสเตรเลีย และขยายตลาด กระเบื้องเกรซ พอร์ซเลน ไปสาธารณรัฐเช็ก
ใช้เทคโนโลยีช่วย
ขณะเดียวกันจะลดต้นทุนแข่งขันกับผู้ผลิตระดับโลก ด้วยการใช้หุ่นยนต์และเอไอ เช่น เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีน โซลูชันส์ ใช้หุ่นยนต์บรรจุปูนซีเมนต์และลำเลียงไปยังคลังสินค้า และใช้ระบบจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้าอัตโนมัติ ช่วยจัดสินค้าไปยังรถขนส่ง รวมทั้งร่วมกับพาร์ตเนอร์ พัฒนารถบรรทุกไฟฟ้าขนส่งในเหมือง แบบไร้คนขับเป็นรายแรกในไทย เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง ใช้ระบบอัตโนมัติผลิตกระเบื้องและครอบหลังคา และแผ่นฝ้าผนังสมาร์ทบอร์ด ทำให้ได้สินค้าคุณภาพมาตรฐาน ลดค่าใช้จ่ายจากของเสียในกระบวนการผลิต และลดต้นทุนบริหารจัดการ
นอกจากนี้ยังมีแผนลดต้นทุนบริหารจัดการ จากการรวมศูนย์การผลิตของโรงงานที่มีความซ้ำซ้อน โดยเร่งขยายสินค้าราคาคุ้มค่าตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน จำหน่ายสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงและมีโซลูชัน เช่น ใช้โซลูชันประหยัดพลังงานสำหรับคลังสินค้าห้องเย็นที่ช่วยรักษาอุณหภูมิให้คงที่ ลดการใช้ไฟฟ้า และกักเก็บความเย็นได้นานในกรณีฉุกเฉิน กระทั่งฝาปิดท่อคอนกรีตกำลังอัดสูงสำหรับท่อร้อยสายไฟใต้ดินช่วยลดอุบัติเหตุและลดเสียงดังเมื่อรถวิ่งผ่าน
ปรับโครงสร้างผลิต
ขณะที่ “อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย ประเมินจากการที่สหรัฐเก็บภาษีนำเข้าไทย 19% เป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สินค้าไทยพอจะแข่งขันได้มากขึ้น เช่น อิเล็กทรอนิกส์, ชิ้นส่วนยานยนต์, ยางรถยนต์, อาหารแปรรูป และชิ้นส่วนโทรศัพท์
มือถือ ซึ่งยังเป็นโอกาสของไทยอย่างมากเมื่อภาษีสหรัฐต่ำเทียบเคียงเพื่อนบ้าน และยังทำให้การส่งออกไทยหดตัวน้อยกว่าคาดเมื่อเทียบกับภาษีที่ประกาศก่อนหน้านี้ที่ 36% แต่มองว่าประเทศไทยยังเสียเปรียบประเทศอื่น ๆ ในด้านโครงสร้างต้นทุน เช่น ค่าแรงสูง ค่าไฟแพง กฎระเบียบซ้ำซ้อน พยายามสร้างจุดขายพวกอีเอสจีพลังงานทดแทน โดยสิ่งที่ต้องทำคือ ในด้านนโยบายการคลัง ควรเน้นประคองเศรษฐกิจ ช่วยภาคหรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนนำเข้าสูง เช่น ภาคเกษตรบางกลุ่ม อุตสาหกรรมที่ไทยลดภาษีนำเข้า อาจต้องมีมาตรการเยียวยาแรงงาน หรือกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ
หนุนลดดอกเบี้ย
ด้านนโยบายการเงินจากทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มองว่านโยบายการเงินยังผ่อนคลายได้ เพราะเมื่อเงินเฟ้อต่ำ จะเปิดทางให้ดอกเบี้ยลดต่ำต่อไปได้ และยิ่งเศรษฐกิจโตช้า จำเป็นต้องเพิ่มสภาพคล่อง และเร่งการปล่อยสินเชื่อ ขณะที่ภาคท่องเที่ยวไทยในขณะนี้ยังอ่อนแรง ต้องเสริมความจำเป็นต้องกระตุ้นต่อเนื่องโดยอมรเทพ ระบุว่า แม้จะไม่ได้บูมเต็มตัว แต่ภาษีต่ำลงเปิดโอกาสให้ไทยรอดได้พร้อม ๆ เพื่อนบ้าน ในสภาวะที่สหรัฐกีดกันการค้า
เข้มขึ้น แต่ให้จับตาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนที่อาจยังไม่จบ จนไทยโดนผลกระทบทางอ้อมได้ เช่น นักท่องเที่ยวจีนขยายตัวต่ำ หรือลดลงจากภาวะเศรษฐกิจจีนที่เปราะบางมากขึ้น ซึ่งจุดแข็งที่ต้องเร่งต่อยอดคือ พัฒนาห่วงโซ่การผลิตในประเทศ ปรับต้นทุนธุรกิจให้แข่งขันได้ และใช้นโยบายการคลัง-การเงินอย่างแม่นยำ
“การที่สหรัฐประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย 19% ประเมินเศรษฐกิจไทยจะรอดพ้นจากภาวะถดถอยทางเทคนิค แต่ในครึ่งปีหลังปีนี้จะยังมีความเสี่ยงเติบโตต่ำ และระวังการนำเข้าสินค้าจีนไหลทะลักเข้ามาในไทย รวมทั้งสหรัฐกีดกันจีนห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค โดยต้องเร่งหามาตรการเยียวยาให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐครั้งนี้”
หากมองในแง่ดี การเกิดสงครามภาษีทรัมป์ครั้งนี้ ก็เปรียบเสมือนการปลุกให้เศรษฐกิจไทย ที่มีปัญหาหมักหมมสะสมมานาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าสวมสิทธิ นอมินี กฎหมายที่มีความซ้ำซ้อนล้าหลังเป็นอุปสรรคต่อการค้า ตลอดจนปัญหาของภาคการผลิตของเอกชนที่ใช้เทคโนโลยีโบราณ การพึ่งพาการเกษตรแบบเดิม ๆ ให้เกิดการยกเครื่องแก้ไขกันอีกยกใหญ่ เพื่อแข่งขันกับโลกได้อย่างแท้จริง เพียงแต่ขอให้ทุกฝ่ายช่วยกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่คลื่นกระทบฝั่งแล้วก็หายไป!.



