การเจรจาตามกรอบ GBC ( General Border Committee ) เกิดขึ้นที่มาเลเซียในช่วง 4-7 ส.ค. “บิ๊กเล็ก”พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ให้สัมภาษณ์วันที่ 5 ส.ค. ว่า “หลังจากฝ่ายเลขานุการ 2 ฝ่ายได้ประชุมเป็นวันที่สอง จากที่ได้ติดตามเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ค่อยมีเรื่องมาเสนอมากนัก แต่ฝ่ายไทยได้เตรียมการไว้ 8 ข้อ โดยฝ่ายเลขาฯกัมพูชา ได้รับขอเสนอไปพิจารณา และปรึกษากับผู้บังคับบัญชา เนื่องจากทางฝ่ายกัมพูชาก็มาเฉพาะ ระดับเลขานุการเช่นกัน ซึ่งตามกรอบGBC ช่วงวันที 4-6 ส.ค.นี้ เป็นการประชุมของกองเลขาฯสองฝ่าย
บิ๊กเล็กก็งง “ผมประหลาดใจ เนื่องจากเห็นว่าทางกัมพูชาแสดงท่าทีต้องการจะประชุมแบบทวิภาคี จึงคาดว่าทางกัมพูชาจะเตรียมข้อเสนอมา แต่ก็ไม่เป็นอะไรถือว่าเป็นเรื่องปกติของกัมพูชา การประชุมมีผู้สังเกตการณ์ซึ่งเป็นประเทศมหาอำนาจเข้ามาร่วมด้วย เพราะฉะนั้นหากกัมพูชาละเมิดข้อตกลงหยุดยิง ก็ถูกประณามในเวทีโลก และสังคมนานาชาติ”
ข้อเสนอของเขมร คืออะไร ? จะว่าไป ในท่ามกลางความโกลาหลของข่าวสาร ที่ไม่รู้ว่า อะไรจริงอะไรปลอมบ้าง ทำให้ว่ากันไปถึงการที่เขมรต้องการให้ชาติมหาอำนาจเข้ามาแทรกแซงการประทะกับไทย เพื่อเปิดโต๊ะเจรจาที่จะได้รื้อ MOU43 และ MOU44 ใหม่ ในส่วนของ MOU44 นี่ฟังแล้วไม่รู้จะขำหรือเครียด เพราะเล่ากันเป็นฉากๆ “เขาว่า”สองตระกูล ( ที่เราต่างก็รู้ว่าใคร ) เล่นแหกตาปาหี่กัน เป้าหมายจริงคือถ้าเข้าเวทีที่มีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง จะได้เจรจาพื้นที่ MOU44 ใหม่ ( MOU43 เป็นแค่ตัวหลอก ) ขีดเส้นให้เขมรได้ผลประโยชน์พื้นที่อ้างสิทธิไหล่ทวีป แล้วสองตระกูลก็ลงทุนปิโตรเลียมกันสบายกระเป๋า ..แต่บ้างก็ว่า เขมรต้องการให้อเมริกากดดันไทย เพราะถ้าได้พื้นที่ MOU44 แบบกินคนเดียวอิ่ม เขมรจะแบ่งประโยชน์กับเชฟร่อน บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ของอเมริกา
เบื้องแรกของความโกลาหลอลหม่านในข่าวสารมาจากไม่รู้ว่า“จริงๆ แล้ว เขมรต้องการอะไร” ประกอบกับ“ชาตินิยมแบบเขมร” ซึ่งไม่ทราบว่า การสร้างประวัติศาสตร์นิพนธ์ของเขาทำไปเพื่ออะไรให้เห็นว่า เขมรเคยรุ่งเรืองมาก เป็นระดับ Empire แต่ถูกพวกเสียม ( siam ) รุกราน แย่งชิงทรัพยากร และไอ้ที่มีในสยามหรือไทยแลนด์ ก็ล้วนแล้วแต่ของเขมรทั้งสิ้น ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี เครื่องแต่งกาย ..อารมณ์ประมาณว่าเชื่อหลักฐานงานแกะนูนต่ำบนผนังนครวัด แต่ไม่มีบันทึกประวัติศาสตร์อะไรมาอ้างอิงเลย …เรื่องนี้ทางฝรั่งเขาก็ขำ ตอนที่อยู่ๆ มีเขมรรายนึงไปภูมิใจว่า “ลายโมโนแกรมของหลุยส์ วิตตอง ลอกมาจากผ้านุ่งนางอัปสรา” คือไม่ทราบเชื่อจริงหรือเอาฮา ปราสาทอันเดียวบรรจุได้ทั้งโลก ถ้าเชื่อเอาจริงๆ จังๆ เห็นทีว่า ชาติมหาอำนาจที่เขมรหวังจะให้มาเป็นมือที่สาม ก็ควรมาช่วยทางด้านการศึกษาจะดีกว่า
เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะชาวเน็ตเขมรนั้น มีความคิดไปในทางเดียวกัน คือ “ไทยแลนด์หาเรื่องก่อน หาเรื่องแล้วแพ้ คนตายเยอะแยะ ไทยแลนด์สร้างข่าวปลอมมาโจมตีกัมพูชา” คนไทยได้แต่มองหน้ากันตาปริบๆ ใครหือใครเริ่มก่อน ? ทั้งวางระเบิดทั้งยิง …แล้วยอดผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิตนี่ ที่เขาต้องรายงานเพราะมันเป็นการสรุปภาพรวมความสูญเสียสำหรับการเยียวยา หรือสำหรับประเทศที่สามจะเข้ามาตรวจสอบ แต่ไทยแลนด์บางคนบอกพูดเยอะสะเทือนใจ เสียขวัญกำลังใจ ..นี่คือ ในไทยยังมีความขัดแย้งแตกต่างทางความคิด แต่ในเขมร เหมือนหลับหูหลับตาไม่รับรู้อะไรที่ไม่ชอบ แล้วหันไปเชื่อ fake news น่าสนใจว่า ฮุน เซ็น ปกครองเขมรอย่างไร ให้คิดว่าประเทศตัวเองเกรียงไกรขนาดนั้น
ถ้าตามทฤษฎีการสื่อสารยุคแรก ๆ ก็มองว่า เขมรบริหารประเทศโดยอาศัยการโฆษณาชวนเชื่อ แต่นั่นมันตั้งแต่ยุคสงครามโลก สงครามเย็น ในโลกเทคโนโลยีการสื่อสารสมัยนี้ทำไมถึงยังมีปัญหาเชื่อโฆษณาชวนเชื่อ ( propaganda )… คิดไปคิดมา ก็น่าจะเป็นเพราะการประกอบสร้างประวัติศาสตร์โดยเขมรเอง และสร้างได้ง่าย เพราะเขมรยุคฮุนเซ็นหลังเขมรแดง ไม่เคยเปลี่ยนผู้นำ กระบวนการสร้างความคิดก็สะสมต่อเนื่องยาวนานได้ ไม่ใช่ปฏิวัติบ่อยๆ ทำทีนึงเขียนประวัติศาสตร์ใหม่ทีนึง ตามประสาถ้ามีผู้ถือครองอำนาจเขาก็ใช้กระบวนการทางความรู้ฟอกตัวเป็นคนดี
เขมรเหมือนจะอยากให้ตัวเองเป็นไทย เพราะดูเหมือนจะมีวัฒนธรรมร่วมกันหลายอย่าง แต่ไม่ยอมรับง่ายๆ ว่าลอก เลยสร้างประวัติศาสตร์มันซะเลย ว่า ไทยขโมยของเขมรไปหลายอย่าง สอนนิทานปรัมปรา “พระแก้วพระโค”ซึ่งอ่านแล้วไม่รู้ว่าสนุกตรงไหน เป็นเรื่องของเด็กที่เกิดจากท้องแม่เดียวกันคือพระแก้วพระโค ก็มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ไปเรื่อย แล้วต่อมาถูกเสียม ( ไทย ตามที่เขมรเรียก ) ฆ่าคว้านท้องพระโค ศิลปะวิทยาการอะไรเลยถูกเสียมขโมยไป
หรืออีกอย่าง อาจเป็นไปได้ว่า ทางฝั่งเขมรเกลียดไทยด้วยประวัติศาสตร์ไม่ใกล้ไม่ไกลนี่แหละ คือ “หลังฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเขมรแดง” ช่วงที่เฮง สัมริน กับฮุน เซ็น แปรพักตร์ไปเข้าร่วมกับทหารคอมมิวนิสต์เวียดนาม เพื่อยึดเขมรคืนจากเขมรแดง ตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา สมัยนั้นมันก็ยังเป็นช่วงที่สงครามคอมมิวนิสต์คงอยู่ ความคิดต้านคอมมิวนิสต์ ทำให้ไทยหนุนแนวร่วมเขมรที่ต่อต้านรัฐบาลเฮง สัมริน ( ช่วงนั้น ฮุน เซ็น เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ ) เพราะมองว่า เฮง สัมริน เป็นหุ่นเชิดเวียดนาม ทำให้เกิดสงครามที่ชาวเขมรบ้านแตกสาแหรกขาดอีกรอบหลังเขมรแดงปกครอง
การโค่นล้มเขมรแดง ทำให้ชาวเขมรจำนวนมากหนีตายมาตะเข็บชายแดนไทย เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เดือน มิ.ย.2522 ไทยผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปประเทศตัวเอง โดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคง และผู้ลี้ภัยมีจำนวนมาก เป็นการผลักดันไปในขณะที่สถานการณ์การสู้รบระหว่างเขมรแดงกับเวียดนามยังไม่สิ้นสุดดี เรียกว่า ยังอันตราย มีผู้โดนระเบิด เสียชีวิต บาดเจ็บ อดอยากจำนวนมาก เรื่องนี้ทำให้เขมรรุ่นเก่าๆ ไม่ค่อยชอบไทย ไม่คิดว่าไทยมีบุญคุณอะไร
ความนิยมในตัวฮุนเซ็น มีสูง เพราะเป็นหนึ่งในกลุ่มกองกำลังที่ยึดประเทศคืนจากเขมรแดง ซึ่งเป็นช่วงที่ยากลำบากที่สุดของประวัติศาสตร์กัมพูชา ( ถ้าอยากลองอ่านเรื่องเขมรแดง ตั้งแต่วันที่ประชาชนโดนต้อนออกจากพนมเปญ ไปใช้ชีวิตในนารวม มีหนังสือ first they killed my father แปลไทยอยู่ ไปหาอ่านได้ ค่อนข้างสะเทือนใจทีเดียว )…อย่างไรก็ตาม ตัวแปรเรื่องเขมรไม่ชอบหน้าไทยนั้นคงมีหลายอย่างมากกว่าที่ว่ามา
สาเหตุหนึ่งของปัญหาข่าวปลอมในกัมพูชา มาจากการที่ผู้นำผูกขาดอำนาจมานาน ทำให้ไม่มีใครเขียนอะไรด่าฮุนเซ็น ทั้งที่คนไทยที่เห็นข่าวเรื่องความกินหรูอยู่แพงของผู้นำ ขณะที่ประชาชนอดอยาก รายได้ต่ำ ก็รู้สึกว่า “เขมรไม่คิดอะไรกันบ้างเหรอ ?” จริงๆ ก็อาจมี แต่การผูกขาดอำนาจของผู้นำ คือการยึดครองการสื่อสารได้แทบเสร็จสรรพ ..ก็คงอารมณ์ประมาณเกาหลีเหนือที่มีแต่เนื้อหาสรรเสริญผู้นำ
สงครามข่าวสารในขณะนี้เข้มข้นมากขึ้น และต้องใช้ความระมัดระวังยิ่งยวดในการรับสารมากขึ้น ในไทยนั้น อะไรที่เขมรบอกว่าจริงของประเทศเขา ชาวไทยจะไม่เชื่อ อะไรที่เขมรใส่ร้ายไทย ชาวไทยจะบี้ให้รัฐบาลรีบตอบโต้ว่าไม่เป็นความจริง คืออะไรที่เขมรพูดนี่นอกจากไม่เชื่อแล้วจะเอาไปเล่นเป็นที่ขบขัน ถึงขนาดนางโฆษกมาลี ถูกตัดแต่งรูปให้เป็นเมียน้อยฮุน เซ็น ยังได้ ..เขมรออกแถลงการณ์หรือให้ข่าวอะไรมา ชาวเน็ตช่วยกันโต้ แปลหลายภาษาเผยแพร่
แต่บางทีก็มีเกรียนคีย์บอร์ดที่ไปฟัง “เขาว่า”เขาไหนก็ไม่รู้ แล้วรีบมาไขข่าวเลย หรือ“สร้างข่าวเอง”หวังยอดวิว ทำเป็นโพสต์สตอรี่สั้นๆ พอไม่จริงก็ลบหนีแบบน่าฟ้องให้เข็ดหลาบ… หรือพวกหมอดูสื่อวิญญาณที่ไม่เคยทำนายอะไรดีเลย นี่ก็น่าจับเข้าตะรางบ้าง ข้อหาสร้างความปั่นป่วน
ลักษณะที่น่าสนใจอีกอย่างคือ “สงครามข่าวสารดันเป็นคนไทยรบกันเอง” คืออาศัยจังหวะชุลมุนนี้โจมตีขั้วการเมืองแต่ละขั้ว ฝ่ายซ้ายก็โจมตีฝ่ายขวาขวาโจมตีซ้าย สามารถผลิตคลิปไอโอออกมา กระจายข่าวคำพูดของผู้มีอิทธิพลทางความคิดฝ่ายซ้ายฝ่ายขวา อย่างล่าสุด “หัวหน้าเท้ง”ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ก็โดนข่าวปลอมเรื่องประณามโรงพยาบาลไทยไม่รับผู้ป่วยเขมร ก็เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา ส่วนตระกูลชินวัตรนั้นโดนข้อหาขายชาติ เพราะดันเคยสนิทกับฮุน เซ็น ก็ไม่ทราบว่า ภาวะรัฐบาลง่อนแง่นขณะนี้ บวกกับภาวะความสับสนของข้อมูลข่าวสารที่เขมรก็ปั่นข่าวระดับหนึ่ง ทำให้เกิดกระแสโจมตีการเมืองฝ่ายตรงข้าม เพื่อหวังผลประโยชน์หรือไม่
สู้รบกับเขมร ยังรอลุ้นจบหลังการเจรจาที่มาเลเซีย แต่สงครามความคิดในไทย ไม่ทราบจะจบเมื่อไร อย่างไร แต่ตอนนี้เบื้องต้น เอาเรื่องข่าวสถานการณ์ปัจจุบัน ให้มันไม่ใช่ข่าวปลอม ให้ทันเขมร ให้ได้ก่อนเถอะ.
………………………………………………………
คอลัมน์ : ที่เห็นและเป็นอยู่
โดย “บุหงาตันหยง”



