พฤติกรรมแย่ ๆ อย่าง “ไซเบอร์บูลลี่” และ “ออนไลน์โทรลลิ่ง” นั้นก็เป็นอีก “ปัจจัยร้าย” ที่อาจกระตุ้นจนนำสู่ “เหตุเศร้า–เหตุสลด” ที่ไม่น่าเกิด อาจส่งผลกระทบจนทำให้บางคน “ชีวิตระส่ำ–ทำร้ายตัวเอง–คิดสั้น” ทั้ง ๆ ที่อาจจะไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไรกับใคร…แต่กลับ “เป็นเหยื่อทัวร์ลง” จากพฤติกรรมแย่ ๆ รูปแบบนี้…
“คอมเมนต์ขยะ” หรือ “คอมเมนต์พิษ”
ที่มี “เกลื่อนกลาดดาษดื่นในโซเชียล!!”
ทั้งนี้ เกี่ยวกับกรณีดังกล่าวนี้เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็มีการสะท้อนย้ำให้เห็นถึง “ภัย–อันตราย” จากเรื่องนี้ โดย กรมสุขภาพจิต ได้ให้ข้อมูลสู่สาธารณะถึงสถานการณ์ในไทยเกี่ยวกับ “การกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ (Cyberbullying)” และ “การก่อกวนทางออนไลน์ (Online Trolling)” ว่า…ปัจจุบันนี้กำลัง มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตผู้ที่ถูกกระทำเป็นอย่างมาก อาทิ ต่อกลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในช่วงเปราะบางทางอารมณ์ โดยลักษณะที่พบได้บ่อย ๆ เป็นการ “ส่งข้อความ–เขียนคอมเมนต์” โดยที่ ทำให้ผู้ที่ถูกกระทำนั้นเครียด วิตกกังวล กลัว หรือรู้สึกโดดเดี่ยว เพราะข้อความคอมเมนต์ที่ถูกแพร่ออกมาทางโซเชียลมีเดีย …นี่เป็นอีกภาพสะท้อน“ปัญหาแฝงในสังคมดิจิทัล”กับกรณี “ข้อความเป็นพิษ”
พิษที่ “อาจจะถึงขั้นทำลายชีวิตคน!!”
และกรณี “ข้อความเป็นพิษ” นี้ ทางสังคมวิทยา มานุษยวิทยา ก็ให้ความสนใจในฐานะ “ปรากฏการณ์ทางสังคม”รูปแบบหนึ่ง ซึ่ง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลแง่มุม โดยกรณีนี้ วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ นักวิจัย ฝ่ายวิจัยและส่งเสริมวิชาการ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ได้วิเคราะห์และสะท้อนไว้ผ่านบทความชื่อ “ความคิดเห็นขยะในโลกอินเทอร์เน็ต” ซึ่งเผยแพร่ไว้ทางเว็บไซต์ www.sac.or.th หลักใหญ่ใจความโดยสังเขปนั้นมีว่า…ในอดีตนั้น การเกิดขึ้นของอินเทอร์เน็ตเคยได้รับการเฉลิมฉลองเป็นการนำไปสู่เสรีภาพทางปัญญา ตลอดจนถูกมองเป็นสรวงสวรรค์ของความหลากหลายทางความคิด

อย่างไรก็ตาม แต่ความเป็นจริงในปัจจุบันกลับแสดงให้เห็นทิศทางที่ตรงกันข้ามกับมุมมองในอดีตที่มีต่อโลกออนไลน์ เนื่องจากในอีกด้าน โลกอินเทอร์เน็ตในวันนี้ได้กลายเป็น “ลานกว้าง–พื้นที่ของความคิดเห็นขยะ” ด้วย และจาก “ปริมาณที่ท่วมท้น”ก็ทำให้ “สาระสำคัญของเนื้อหาตั้งต้นถูกฝังกลบไว้ภายใต้ข้อความขยะ” ซึ่งบ่อย ๆ ที่ ผู้เขียนความคิดเห็นขยะแทบไม่แม้แต่จะคิด หรือไม่อ่านเนื้อหาตั้งต้นให้จบ แต่ก็วิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอคำถามเชิงลบ โดยที่หลาย ๆ ครั้งการแสดงความคิดเห็นแบบนี้ เป็นเพียงการทะเล่อทะล่าเข้าแสดงตัวตนผ่านคอมเมนต์ เนื่องจาก “มีมุมมองผิด ๆ” ว่า…
“มีคอมเมนต์สำคัญกว่ามีประเด็น??”
จากการที่โลกออนไลน์ “มีความคิดเห็นที่ไร้เนื้อหามากขึ้น” จากปรากฏการณ์นี้ก็ “เกิดคำถาม” ที่ว่า… ถ้อยคำที่ไม่ต้องการความเข้าใจ แต่แค่ต้องการปรากฏตัว นี่กลายเป็นเครื่องมือหลักของการสนทนาในยุคนี้ใช่หรือไม่?? …ซึ่งนักวิจัย ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ท่านดังกล่าวก็ได้ระบุไว้อีกว่า… การจะทำความเข้าใจปรากฏการณ์เช่นนี้ก็จำเป็นต้องแยก “นิยาม” ของ “ความคิดเห็นขยะ”จาก “วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง” โดยในบทความนี้ “ความคิดเห็นขยะ” หมายถึง ความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา มีลักษณะเป็นข้อความซ้ำซาก เบี่ยงเบน ก่อกวน สร้างความรำคาญ และก็เน้นว่า…
ไม่ได้ใช้ในเชิงด้อยค่าหรือดูหมิ่น
อนึ่ง วิสุทธิ์ เวชวราภรณ์ นักวิจัย ยังสะท้อนไว้ว่า… แม้จะเป็นรูปแบบความคิดเห็นที่ไม่ใช่วาทกรรมสร้างความเกลียดชัง แต่ “คอมเมนต์ขยะ” เหล่านี้ก็ก่อมลพิษจนสามารถสร้างผลกระทบให้คน ๆ หนึ่งในระดับที่นำไปสู่ความเจ็บป่วยได้ อย่างไรก็ตาม กรณีแบบนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นอย่างไร้ราก แต่เติบโตจากอัลกอริธึมที่ให้คุณค่ากับการมีส่วนร่วม ซึ่งฉายภาพความสัมพันธ์ระหว่างความคิดเห็นขยะกับกลไกแพลตฟอร์มดิจิทัลโดย หลาย ๆ ครั้งการเกิดขึ้นของความคิดเห็นขยะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลพวงการออกแบบให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจ ด้วยเจตนาหรือวัตถุประสงค์บางอย่าง…
หวังผลใช้ประโยชน์จากคอมเมนต์ขยะ
นอกจากนั้น นักวิจัยท่านเดิมยังสะท้อน “สถานะของคอมเมนต์ขยะ” ในสังคมดิจิทัลตอนนี้ไว้ว่า… การเพิ่มขึ้นของความคิดเห็นขยะในปัจจุบันเป็นผลพวงจากการเกิดขึ้นของผู้ตัดสินเนื้อหาในโลกยุคใหม่ ที่ไม่เหมือนในอดีต ซึ่งในอดีตมักจะให้คุณค่าของเนื้อหาหรือความรู้ที่ปรากฏ แต่ ปัจจุบันคุณค่าของเนื้อหาถูกตัดสินจากจำนวนการตอบสนอง ดังนั้นไม่ว่าโพสต์นั้นจะเป็นความเห็นที่โง่เง่า หรืออันตราย แต่ตราบใดที่มีคนกดไลก์ ตอบกลับ หรือกระทั่งด่าทอ อัลกอริธึมแพลตฟอร์มดิจิทัลก็จะหยิบโพสต์นั้นขึ้นมาเหนือโพสต์อื่น ๆ ที่อาจเป็นเนื้อหาที่ตั้งใจเขียนมาอย่างดีและกลไกนี้เองที่ทำให้ “ความคิดเห็นขยะกลายเป็นสิ่งมีราคา”…ทั้งนี้ เหล่านี้เป็นการฉายภาพอีก “ปรากฏการณ์ยุคดิจิทัลตอนนี้”
จากปรากฏการณ์นี้ “ยิ่งต้องตระหนัก”
ตอนนี้ “มิใช่แค่เฟคนิวส์หน้าไม่อาย”
แต่ยัง “รวมถึงคอมเมนต์ขยะด้วย!!”.
ทีมสกู๊ปเดลินิวส์



