ทั้งนี้ กับกรณีครึกโครมที่เกิดขึ้นนั่นก็ว่ากันไป ส่วนในภาพรวม ๆ ที่มิใช่การเฉพาะเจาะจงกรณีใด กับ “พฤติกรรมร้าย” ที่แสดงออกผ่านการ “ใช้ความรุนแรง” โดยเฉพาะกับการที่ “เด็กกระทำต่อผู้ใหญ่” ที่ในไทยยุคนี้ก็ “เกิดบ่อย ๆ” นั้น บ้างก็ว่าเป็น “ผลจากระบบสังคมล้มเหลว?” บ้างก็ว่าเป็น “ผลจากการป่วยจิต?” ซึ่งหากจะโฟกัสที่การป่วยจิตจนเกิดพฤติกรรมร้าย…นี่ก็ “น่าตระหนัก”

ตระหนักโรคภาวะ “อารมณ์ระบิด!!”

ที่ทำให้ผู้ป่วย “ควบคุมอารมณ์ไม่ได้”

เกี่ยวกับโรคหรือภาวะ “อารมณ์ระเบิด” นี่ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลที่น่าตระหนัก โดย นพ.กานต์ จำรูญโรจน์ ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้มีการให้ข้อมูลเรื่องนี้ไว้ผ่านบทความ “พฤติกรรมความรุนแรงเป็นอาการทางจิตเวชหรือไม่?” ซึ่งได้อธิบายเรื่องนี้ไว้ โดยสังเขปมีดังนี้…

พฤติกรรมความรุนแรง” หรือ “การแสดงออกถึงความก้าวร้าว” ที่ปลดปล่อยออกมาผ่านพฤติกรรม เสียดสี ด่าทอ หรือถึงขั้นทำร้ายร่างกาย และที่ร้ายที่สุดคือนำไปสู่การก่ออาชญากรรม นั้น อาจจะไม่ใช่อาการทางจิตเวชเสมอไป โดยจะขึ้นกับระดับความรุนแรงของพฤติกรรมเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม แต่ก็อาจ มีพฤติกรรมความรุนแรงบางประเภทที่มีสาเหตุจากอาการป่วยทางจิตเวช ซึ่งต้องพิจารณาจากปัจจัยอื่น ๆ ประกอบจึงจะบ่งบอกได้ว่าป่วยทางจิตหรือไม่??

พฤติกรรม “ความรุนแรงที่แสดงออกมา” นั้น อาจจะมีสาเหตุได้จาก “ปัจจัย” ดังต่อไปนี้…1.จากภาวะทางอารมณ์ ที่เกิดจากถูกกดดันหรือถูกรบกวนทางอารมณ์จนทำให้โกรธหรือหงุดหงิด ซึ่งอาจแสดงพฤติกรรมความรุนแรงเป็นครั้งคราว ไม่ใช่ทุกครั้ง และไม่ถึงขั้นลงมือทำร้ายผู้อื่น โดยภาวะนี้สามารถเกิดได้กับคนทั่วไป, 2.จากโรคทางจิตเวช ผู้ป่วยจิตเวชบางรายก็อาจแสดงพฤติกรรมรุนแรงออกมาได้ในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อมีอาการหวาดระแวง ประสาทหลอน หรือมีปัญหาทางด้านอารมณ์บางอย่างซ่อนอยู่ เช่น เป็นโรคสมาธิสั้น ซึ่ง เมื่อถูกกระตุ้นก็อาจหงุดหงิดมาก และยับยั้งชั่งใจความโกรธไม่ได้

อีกปัจจัยคือ… 3.จากโรคทางกาย การแสดงพฤติกรรมความรุนแรงบางครั้งก็อาจมีสาเหตุจากภาวะทางร่างกายได้เช่นเดียวกัน เช่น ในกลุ่มของผู้ที่ใช้สารเสพติด ที่เมื่อได้รับสารที่ไปกระตุ้นอารมณ์เข้าก็อาจจะส่งผลทำให้เกิดอารมณ์และความนึกคิดเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ซึ่งบางครั้งทำให้เกิดอาการคล้ายโรคทางจิตเวช รวมไปถึงอาจเกิดจากโรคทางกายบางอย่าง เช่น โรคระบบประสาท โรคลมชักบางชนิด จนทำให้มีพฤติกรรมรุนแรงกว่าคนทั่วไป …นี่เป็น “ปัจจัยพฤติกรรมรุนแรง”

และก็มีกรณี “ระเบิดอารมณ์รุนแรง!!”

ทั้งนี้ กรณี “เด็กทำร้ายผู้ใหญ่-นักเรียนทำร้ายครู” ซึ่งในที่นี้หมายถึงในภาพรวม ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงรายใด กับเรื่องนี้ทาง “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” ก็จะสะท้อนต่อข้อมูลที่น่าสนใจ ข้อมูลโดย ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมอง ที่ได้ให้ความรู้ไว้ผ่าน เฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” ว่า… กรณีลักษณะนี้ “อาจเกิดจากโกรธธรรมดา” ก็ได้ หรือเด็กที่ควบคุมความโกรธและอารมณ์รุนแรงไม่ได้ก็ “อาจป่วย” โรคชนิดหนึ่ง ที่ทางการแพทย์เรียกชื่อว่า… “โรค Intermittent Explosive Disorder (IED)”ที่เป็น “ภาวะควบคุมอารมณ์โกรธไม่ได้” จนระเบิดอารมณ์รุนแรงออกมา

ทางคุณหมอสุรัตน์อธิบายสาเหตุการ “ระเบิดอารมณ์รุนแรง” หรือ “โรค IED” นี้ไว้ว่า… จัดอยู่ในหมวด Impulse-Control Disorders ที่เป็น “ความผิดปกติในการควบคุมแรงกระตุ้น” ที่บุคคล “ไม่สามารถยับยั้งตัวเองให้ไม่แสดงออกด้วยพฤติกรรมรุนแรงได้” ซึ่งถือเป็นความผิดปกติทางจิตเวชชนิดหนึ่ง โดยคนที่ป่วยโรคนี้ มักแสดงความรุนแรงแบบไม่ทันคิด ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า อีกทั้งปฏิกิริยาโกรธที่เกิดขึ้นจะพุ่งขึ้นสูงสุดในเวลาแค่ไม่กี่วินาที โดยจะต่างจากคนปกติที่มีความโกรธ ที่จะมีขั้นตอนคือ 1.ไม่พอใจ, 2 คิดทบทวน, 3.ตัดสินใจที่จะตอบโต้ไหม และ 4.มักหยุดได้ก่อนถึงขั้นรุนแรง

สำหรับ “อาการที่สำคัญ” ของผู้ที่ป่วยด้วย “โรค IED” นั้น ทางคุณหมอท่านเดิมระบุไว้ว่า… มักมีสัญญาณที่แสดงชัดเจนดังต่อไปนี้คือ… โกรธง่าย แม้ถูกกระตุ้นด้วยเรื่องเล็กน้อยก็ตาม, ระเบิดอารมณ์อย่างรุนแรง, มักเกิดขึ้นแบบฉับพลัน โดยไม่ได้เตรียมการล่วงหน้า, มักเกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อย ๆ, จะรู้สึกเสียใจหรือรู้สึกผิดมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นแล้ว ขณะที่ “สาเหตุที่ทำให้ป่วย” โรคนี้ ส่วนมากไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว มักเป็นผลจากหลายปัจจัยผสมกัน เช่น จากความผิดปกติสารสื่อประสาทในสมอง เช่นมีระดับเซโรโทนินต่ำ, จากความผิดปกติสมองส่วนควบคุมอารมณ์กลัวกับความโกรธ, จากความผิดปกติสมองส่วนควบคุมยับยั้งพฤติกรรม และอาจเกิดได้จากปัจจัยพันธุกรรม เป็นต้น

ประเด็นที่สำคัญก็คือ… สิ่งที่หลายคนเข้าใจผิดก็คือคิดว่าโรคอารมณ์ระเบิดเป็นแค่นิสัยหัวร้อน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ แต่ถือเป็นโรคทางจิตเวชประเภทหนึ่ง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษา เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจเป็นอันตรายมาก ไม่ใช่แค่กับตัวผู้ป่วย แต่อันตรายกับสังคมด้วย!!!”…ทาง ผศ.นพ.สุรัตน์ ได้ทิ้งท้ายเชิงเตือนเอาไว้

เหล่านี้เป็น “ปัจจัยพฤติกรรมรุนแรง”

ที่บางคนเพราะ “โรคอารมณ์ระเบิด”

ระเบิดอารมณ์ “ก่อเหตุร้ายรุนแรง!!”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์