ทั้งนี้ กับสภาพอากาศที่ร้อนจัดในฤดูฝน ที่อุณหภูมิองศาเซลเซียสพุ่งสู่ระดับ 30 ปลาย ๆ นั้น เมื่อเร็ว ๆ นี้มีข่าวทางกรมอุตุนิยมวิทยาระบุถึงสาเหตุว่าเพราะ เมฆที่เคยมีมากในฤดูฝนกลับมีน้อย ผนวกกับฝนทิ้งช่วงจึงทำให้ร้อนจัด ซึ่งมองที่สาเหตุดังกล่าวก็คงหนีไม่พ้นที่จะต้องนึกถึงกรณี “โลกร้อนโลกเดือด” แต่อย่างไรก็ตาม…

กับ “พื้นที่เมืองใหญ่ยังมีอีกปัจจัย”

ยังมี “ปัจจัยซ้อนทำให้ร้อนซ้ำร้อน”

เกี่ยวกับเรื่องนี้…ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” พลิกแฟ้มสะท้อนต่อข้อมูล-สะท้อนย้ำให้พิจารณากัน เป็นข้อมูลโดยนักวิชาการ คือ ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ ในฐานะคณบดี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งได้จัดทำบทความเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้ไว้ โดยมีการเผยแพร่ไว้ผ่านทาง www.tu.ac.th เว็บไซต์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ที่ทำให้รู้สึกร้อนมากขึ้นกว่าเดิม มีอยู่ 2 ปัจจัย คือ… 1.ปัจจัยภายนอก อย่างเรื่องของอุณหภูมิโลก ที่เราไม่สามารถควบคุมได้ 2.ปัจจัยระดับท้องถิ่น อย่างเช่นเรื่องผังเมือง รูปแบบอาคาร พื้นที่ดาดแข็ง และการมีพื้นที่สีเขียวที่ไม่เพียงพอ”…นี่เป็นคำอธิบายผ่านมุมวิชาการ ที่มีประเด็น “ปัจจัยอากาศร้อนจัดที่เกิดจากกิจกรรมในพื้นที่เขตเมือง” ซึ่งที่นักวิชาการท่านนี้ระบุไว้นั้น หมายถึง“ในพื้นที่กรุงเทพฯ”ที่ก็น่าจะเป็น“กรณีศึกษาสำหรับเขตเมืองพื้นที่อื่น ๆ” ได้

เป็นกรณีศึกษากรณี “ร้อนซ้ำร้อน”

ทางนักวิชาการท่านดังกล่าวได้อธิบายขยายความไว้ในบทความ หลักใหญ่ใจความมีว่า… นอกเหนือจากอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูง และมากไปกว่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมของมนุษย์ ยังพบว่า… ความร้อนถูกเสริมแรง” จากเงื่อนไขอื่นที่เข้ามาสำทับซึ่งสาเหตุที่ทำให้หลายพื้นที่ในประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงและความร้อนสะสมสูง เนื่องจากเต็มไปด้วยอาคารสูง และมีพื้นที่ดาดแข็งจำนวนมาก อาทิ พื้นถนนคอนกรีต พื้นยางมะตอย หลังคาอาคารบ้านเรือน ฯลฯ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีคุณสมบัติ “สะท้อนความร้อน”…นี่ก็ถือเป็น“ปัจจัยอากาศร้อนจัด”ที่สำคัญ โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ

และไม่เท่านั้น!! ในพื้นที่เขตเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ มักมีอาคารใหญ่ ๆ มาก และอาคารก็มักจะมีการติดกระจก ทางนักวิชาการท่านเดิมระบุไว้ว่า… กระจกที่ติดตั้งตามอาคารใหญ่ในเมือง ก็เป็นปัจจัยในการสะท้อนความร้อนเช่นกัน” และ…การมีพื้นที่สีเขียว (Green Area) น้อย ก็ทำให้อุณหภูมิสะสมสูง เพราะไม่มีต้นไม้เป็นตัวดูดซับความร้อน” …นี่ก็เป็นคำอธิบายผ่านมุมมองทางสถาปัตยกรรม-ผังเมือง…เกี่ยวกับ“ปัจจัยอากาศร้อนจัด”ที่สำคัญเช่นกัน

ปรากฏการณ์การสะสมความร้อนในเมือง ส่งผลต่อสภาพภูมิอากาศท้องถิ่น (Micro Climate) ที่เราเรียกพื้นที่เช่นนี้ว่าเกาะความร้อนเมือง (Urban Heat Island) ส่งผลต่อความกดอากาศและการเคลื่อนที่ของมวลอากาศหรือลมในเมืองนั่นเอง”…ทางนักวิชาการด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมืองชี้ย้ำไว้…ถึง“ปัจจัยร้อนซ้ำร้อน”

ทั้งนี้ ผศ.อาสาฬห์ สุวรรณฤทธิ์ ได้ให้ “คำแนะนำการลดปัจจัยเสริมแรงความร้อน” ดังกล่าวไว้ด้วย โดยสรุปมีดังนี้คือ… การออกแบบสิ่งก่อสร้างช่วยลดความร้อนได้ ต้องสร้างเงาให้เยอะที่สุดให้กับบ้าน อาคาร ตึก เช่น มีการยื่นของชั้นบน, ติดตั้งแผ่นระแนง กรองแสงทำให้เกิดเงาและบังไม่ให้แดดตกเข้าไปที่ผนังหรือกระจก,มีช่องว่างระยะห่างอาคารที่เพียงพอจะมีผลต่อการเคลื่อนที่ของอากาศได้ดี… ปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้คืออุณหภูมิโลก แต่เรื่องที่คุมได้คือเรื่องการออกแบบอาคาร ย่าน และผังเมือง” โดยที่…ต้องคำนึงถึงเรื่องสภาพแวดล้อม กายภาพ ชีวภาพ สภาพธรรมชาติของพื้นที่

พร้อมกันนี้ พื้นที่ในเมืองสามารถลดความร้อนได้ด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดขนาดพื้นที่ลานคอนกรีต ปลูกต้นไม้ ปลูกต้นไม้บนตึก เพิ่มพื้นที่ Softscape ซึ่งต้นไม้จะดูดน้ำ ทำให้ในเมืองมีความชื้นที่ช่วยลดอุณหภูมิได้ โดย ในระดับนโยบายเมืองสามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียวอีกได้ ผ่านกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายอาคาร โดยใครต้องการพัฒนาพื้นที่ต้องมีพื้นที่สีเขียวประกอบด้วยตามที่กำหนด อย่างในสิงคโปร์ ที่ดิน 1 แปลง กำหนดให้ 3 เมตรรอบที่ดินต้องเป็นพื้นที่สีเขียว

และต้องทำให้คนเห็นความสำคัญของการมีพื้นที่สีเขียว ให้คนผลักดันการพัฒนาพื้นที่สีเขียวในเมือง โดยที่ไม่ต้องรอกฎหมายสั่ง พื้นที่สีเขียวไม่จำเป็นต้องเป็นพื้นที่สาธารณะ พื้นที่รกร้างมีต้นไม้ขึ้นก็เป็นสีเขียว และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในที่พักอาศัยก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน” …ทางนักวิชาการท่านดังกล่าวระบุไว้ อย่างไรก็ตาม ก็ได้ระบุถึงอีกประเด็นสำคัญไว้ด้วยว่า…แต่…พื้นที่สีเขียวก็ไม่ได้ช่วยลดความร้อนหรือลดอุณหภูมิได้ทั้งหมด เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น”

จากการระบุไว้เพิ่มเติมดังกล่าวนี้ ก็มีนัยหมายถึง… บ้านเรือน อาคาร ย่าน ผังเมือง ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อม กายภาพ ชีวภาพ สภาพธรรมชาติพื้นที่ ให้มากยิ่งขึ้นอีกจริงจังมากยิ่งขึ้นอีก จะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสภาพแวดล้อมเมืองที่ดีให้มากยิ่งขึ้นอีกไม่เช่นนั้นลูกหลานอาจไม่ได้อยู่บ่น “ร้อนตับแล่บ”

วันนี้ก็โคม่ากันมากแล้ว “ร้อนซ้ำร้อน”

ไม่แก้จริงจังขึ้นอีกจะ “เดือดซ้ำเดือด”

โดย “ในเมืองที่เจริญแหละตายก่อน”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์