ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เสนอชื่อนายฌอน โอนีล อดีตกงสุลใหญ่สหรัฐประจำเชียงใหม่ ให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งสหรัฐประจำราชอาณาจักรไทยคนใหม่ ต่อจากนายโรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทุตคนปัจจุบัน ซึ่งกำลังจะครบวาระ หลังดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่วันที่ 7 ต.ค. 2565

การเสนอชื่อโอนีลให้เป็นเอกอัครราชทูตคนใหม่ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพลวัตของความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐกับไทย ประเทศซึ่งเป็นพันธมิตรเก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในภูมิภาคเอเชีย บทบาทการของทูตสหรัฐในไทยมีความสำคัญอย่างมากในเชิงยุทธศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ที่มีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างรวดเร็ว การเลือกสรรบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งนี้จึงสะท้อนถึงทิศทางและลำดับความสำคัญของนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ ที่มีไทยและภูมิภาคแห่งนี้

การเสนอชื่อโอนีล ซึ่งถือเป็นนักการทูตอาชีพ สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางที่แตกต่างจากการแต่งตั้งเอกอัครราชทูตซึ่งมาจากตำแหน่งทางการเมืองโดยตรง นักการทูตอาชีพมักเป็นตัวแทนของความรู้เชิงสถาบันและวัตถุประสงค์ด้านนโยบายต่างประเทศของประเทศแห่งนั้นระยะยาว แทนที่จะเป็นความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระยะเวลาอันสั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับไทยเคยเผชิญกับช่วงเวลาที่ “เย็นชา” และ “ไม่กระตือรือร้น” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใดก็ตาม ที่การเมืองภายในไทยเปลี่ยนผ่านโดนการรัฐประหาร การตัดสินใจเสนอชื่อนักการทูตอาชีพผู้มากประสบการณ์อย่างโอนีล ซึ่งมีประสบการณ์กว้างขวางทั้งในภูมิภาคแห่งนี้และในไทย จึงเป็นการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลวอชิงตันของทรัมป์มีเป้าหมาย จะให้ความสำคัญกับความต่อเนื่อง เสถียรภาพ และแนวทางที่เป็นมืออาชีพและปฏิบัติได้จริงต่อความสัมพันธ์กับไทย

การเลือกบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทูตอย่างลึกซึ้ง จึงมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความไว้วางใจขึ้นมาใหม่ และรับประกันการมีส่วนร่วมที่สอดคล้องกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับพันธมิตรที่เคยเผชิญกับความท้าทายและจำเป็นต้องรับมือกับพลวัตที่ซับซ้อนในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิทธิพลของจีนเพิ่มขึ้น การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์นี้แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญทางการทูตอย่างลึกซึ้ง เพื่อบริหารจัดการความเป็นหุ้นส่วนที่ละเอียดอ่อนและมีความสำคัญยิ่งนี้

โอนีล เป็นชาวรัฐนิวยอร์กโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยทูเลน และประญญาเอกด้านกฎหมาย จากมหาวอทยาลัยฟอร์ดแฮม ก่อนทำงานให้กับกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ หลังผ่านพ้นเหตุวินาศกรรม 9/11 เมื่อปี 2544 โอนีลเคยทำงานเป็นทนายความด้านตลาดทุน ที่นครนิวยอร์กและกรุงโตเกียวมาก่อน

ตลอดเส้นทางอาชีพการทูตของโอนีล เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศมาแล้ว 8 ครั้งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งรวมถึงการประจำการในบังกลาเทศ ปากีสถาน เมียนมา ฮ่องกง และอัฟกานิสถาน แต่ที่สำคัญคือ โอนีลมีประสบการณ์การทำงานในไทยถึงสองครั้ง โดยเคยดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่สหรัฐ ประจำเชียงใหม่ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านการเมือง-การทหาร ประจำสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐที่กรุงเทพ ฯ

ความหลากหลายของตำแหน่งและการประจำการในภูมิภาคแห่งนี้ และความสามารถในการสื่อสารในภาษาท้องถิ่นหลายภาษาได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่ว่าจะเป็น ภาษาไทย ภาษาเมียนมา ภาษาเบงกาลี ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงการสั่งสมความเชี่ยวชาญเชิงลึกของโอนีลที่มีต่อเอเชีย ทั้งในภูมิทัศน์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่หลากหลาย เพื่อการบริหารจัดการความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับไทย ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพลวัตที่กว้างขึ้นในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และในการนำนโยบายระดับภูมิภาคของสหรัฐไปปฏิบัติต่ออย่างมีประสิทธิภาพ

ในการเดินทางเยือนเวียดนาม กัมพูชา และญี่ปุ่น เมื่อเดือนเม.ย. ปีนี้ โอนีลเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ร่วมกันซึ่งเป็นรากฐานของ “ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุม” กับเวียดนาม และการสนับสนุนของสหรัฐต่อ “ความเป็นศูนย์กลางของอาเซียน” (ASEAN centrality ) ในการประชุมสหรัฐ-อาเซียน

ขณะเดียวกัน โอนีลเน้นเน้นย้ำถึงการเสริมสร้าง “ความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างสหรัฐกับอาเซียน” เพื่อสนับสนุน “ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง” ซึ่งส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันในด้านความปลอดภัย ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรือง

ระหว่างดำรงตำแหน่งกงสุลใหญ่สหรัฐประจำจังหวัดเชียงใหม่ โอนีลปฏิเสธกระแสข่าวว่า สถานกงสุลแห่งใหม่ในจังหวัดเชียงใหม่ จะกลายเป็น “ฐานปฏิบัติการ” ของฝ่ายความมั่นคงและข่าวกรองสหรัฐ เพื่อใช้เป็นคลังเก็บอาวุธต่อต้านจีน โดยโอนีลยืนยันความสนับสนุนของสหรัฐ ต่อการบริหารงานของจังหวัดเชียงใหม่ในประเด็นสิ่งแวดล้อม การจัดการวิกฤติหมอกควัน การเข้าถึงระบบภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามไฟป่า และการบริจาคเครื่องฟอกอากาศให้กับโรงเรียนหลายแห่งในพื้นที่

นอกจากนี้ โอนีลยืนยัน การยอมรับจุดยืนและแนวทางของไทย ในการรักษาความสัมพันธ์กับหลายประเทศและหลายขั้วอำนาจ ต่อประเด็นความขัดแย้งระหว่างรัสเซียกับยูเครน พร้อมทั้งเน้นถึงความตระหนักและเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ต่อความอ่อนไหวทางการเมืองภายในไทย และการไม่แทรกแซงกิจการภายในของไทย โดยขอมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเป็นประโยชน์ร่วมกัน ไม่ว่าจะในด้านสิ่งแวดล้อม สาธารณสุข ความมั่นคง และเศรษฐกิจ เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและรับประกันว่า สหรัฐยังคงเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากชาวไทย

ผู้ช่วยทูตฝ่ายทหาร สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย ร่วมลงพื้นที่จังหวัดศรีษะเกษ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2568

อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงตามแนวชายแดนกับไทยกับกัมพูชา เมื่อเดือนก.ค. ที่ผ่านมา โอนีลกล่าวถึงเรื่องนี้ ระหว่างเข้ารับการพิจารณาคุณสมบัติจากวุฒิสภา ว่าหากได้รับการรับรองให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย จะบอกกับประเทศไทยว่า “สงครามและความขัดแย้งเช่นนี้ไม่ก่อประโยชน์ใดแก่ชาวไทย และไม่ช่วยเสริมสร้างความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ เพราะเป็นเพียงการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินโดยเปล่าประโยชน์”

การที่โอนีล ซึ่งกำลังจะเป็นตัวแทนระดับสูงทางการทูต ออกมากล่าวเช่นนี้ จึงได้รับการตีความและสร้างความรู้สึกให้กับชาวไทยจำนวนไม่น้อย ว่า “ไม่ใช่ความเห็นส่วนตัว” แต่ “ถือเป็นจุดยืน” ของรัฐบาลวอชิงตัน เพื่อสร้างแรงกดดันให้พันธมิตรดำเนินการตามที่สหรัฐต้องการ เป็นเจตนาในการใช้กลยุทธ์การทูตที่แข็งกร้าวและไม่ลังเลที่จะกำหนด “เงื่อนไข” ในการบริหารความสัมพันธ์กับพันธมิตร

นอกจากนี้ โอนีลมีจุดยืนที่แข็งกร้าวและชัดเจนต่อวิกฤติการณ์ในเมียนมา ซึ่งเป็นประเด็นที่มีผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพของไทยและภูมิภาค โดยเรียกร้องไทย “ไม่รับรอง” การเลือกตั้งที่รัฐบาลทหารเมียนมากำลังวางแผนจะจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากเป็น “การเลือกตั้งที่หลอกลวง” จากการที่แกนนำฝ่ายค้านส่วนใหญ่ยังอยู่ในเรือนจำ และมีการคาดการณ์ว่า จะมีผู้เข้าร่วมไม่ถึง 50% ของประชากรทั้งประเทศ

คำกล่าวนี้สร้างความท้าทายอย่างยิ่งต่อไทยในฐานะเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกับเมียนมาเป็นระยะทางยาวที่สุด และมีนโยบายการทูตที่มุ่งเน้นการไม่แทรกแซงกิจการภายในมาอย่างยาวนาน โดยจะเป็นการผลักดันให้ไทยต้องเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเดิม และอาจถูกบีบให้ต้องเลือกข้างระหว่างนโยบายของสหรัฐ กับการรักษาความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติกับเมียนมา ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านที่สำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์

การเลือกโอนีลให้ทำหน้าที่เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เป็นสัญญาณว่ารัฐบาลทรัมป์สมัยที่สองจะใช้กลไกของนักการทูตอาชีพผู้เชี่ยวชาญ ในการดำเนินนโยบายที่แข็งกร้าวและตรงไปตรงมามากขึ้น มุ่งเน้นการจัดระเบียบเชิงยุทธศาสตร์ในภูมิภาค เพื่อรับมือกับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เข้มข้นขึ้น

สำหรับไทย การแต่งตั้งนี้จะนำมาซึ่งความท้าทายและโอกาสไปพร้อมกัน ไทยจะต้องเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นให้แสดงบทบาทที่ชัดเจนและสอดคล้องกับผลประโยชน์ของสหรัฐ และการรักษาสมดุลความสัมพันธ์กับหลายขั้วอำนาจซึ่งอาจทำได้ยากขึ้นภายใต้แนวทางการทูตที่แข็งกร้าวนี้

อย่างไรก็ตาม การกลับมาประจำการที่ไทยอีกครั้งของโอนีล ในฐานะเอกอัครราชทูต อาจเป็นโอกาสให้ไทยสามารถสื่อสารและทำงานร่วมกับสหรัฐ ในประเด็นที่ละเอียดอ่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน.

ภัทราพร ไพบูลย์ศิลป

เครดิตภาพ : AFP