ทั้งนี้ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” จะสะท้อนต่อข้อมูลจากการ “เสวนาวิชาการเกี่ยวกับโจทย์ที่ท้าทายของมหาวิทยาลัยในยุคใหม่” ที่จัดขึ้นโดยคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ร่วมกับสมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม (สสมส.) โดยการสนับสนุนจากศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ซึ่งจัดเวทีไปเมื่อปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา…

ฉายภาพ” ของ “อุดมศึกษาไทย”

ภายใต้ “กระแสคลื่นเสรีนิยมลูกใหม่”

ท่ามกลาง “โลกยุคไฮเทคที่เปลี่ยนไว”

เวทีนี้รวบรวมนักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมวิเคราะห์ “แรงปะทะ” จาก “ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)”แรงที่ “ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างและจิตวิญญาณมหาวิทยาลัยไทย” ซึ่งมีการร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันเข้มข้น นำโดย รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มธ. พร้อมด้วย ดร.ธีราภา ไพโรหกุล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รศ.ดร.ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง

มีเสียงสะท้อนที่น่าสนใจ”จากเวทีนี้

เสียงที่“สังคมไทยน่ารับฟังน่าพินิจ”

ทั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นหัวข้อแรก ๆ ก็คือ… สภาพการณ์ปัจจุบัน” ที่พบปัญหาว่า… มีบางมหาวิทยาลัยถูกบีบให้ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางการเงินจนนำสู่การตั้งคำถามวิธีการวัดคุณภาพการศึกษา?ที่อาจละเลยมิติทางสังคมได้ ขณะที่อีกหัวข้อซึ่งถูกพูดถึง คือ… สภาพการทำงาน” ของเหล่าอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่มีจำนวนไม่น้อยที่ต้องเผชิญภาระงานที่หนักและมากเพิ่มขึ้น ทั้งการสอน งานวิจัย งานบริการวิชาการ ซึ่งสวนทางกับความมั่นคงในอาชีพที่ลดลง จน เกิดคำถามกรณีอาชีพเรือจ้างยุคนี้กำลังถูกลดทอนคุณค่าและถูกเอาเปรียบเชิงโครงสร้าง?หรือไม่?

แค่ 2 หัวข้อก็นำสู่ “2 คำถามสำคัญ”

โดย “เกี่ยวพันผู้เรียนเกี่ยวพันผู้สอน”

แต่ไม่เท่านั้น!!… ยังมีอีกหัวข้อที่ก็ตามมาด้วย “อีกคำถามสำคัญ” นั่นก็คือหัวข้อที่เกี่ยวกับ “เสรีภาพทางวิชาการ” ซึ่งเป็นอีกโจทย์ที่ถูกถกเถียงกันบนเวทีเสวนาวิชาการเวทีดังกล่าวนี้ รวมถึงมีการ “ตั้งคำถามถึงนิยาม” ของเสรีภาพทางวิชาการ “ภายใต้สังคมไทยยุคใหม่” ว่า… ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยยังทำหน้าที่เป็น “ป้อมปราการแห่งความคิด” ที่ยังมีความ “อิสระและกล้าหาญในการวิพากษ์วิจารณ์ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสังคมและประเทศ” อยู่หรือไม่?…ซึ่งทั้ง 2 หัวข้อข้างต้น และอีก 1 หัวข้อหลังนี้ ก็ล้วนแล้วแต่เป็น “หัวข้อร้อนคำถามแรง” ที่ชวนให้สังคมไทยร่วมพินิจพิจารณากัน

นอกจากหัวข้อร้อน “สถาพการณ์มหาวิทยาลัยไทยภายใต้กระแสเสรีนิยมยุคใหม่” แล้ว… ในเวทีดังกล่าวยังได้ ชวนสังคมไทยคนไทยให้ช่วยกันมองไปยัง “ทิศทางนโยบายการวิจัยของประเทศไทย” ในปัจจุบัน ว่า… ขณะนี้ ไทยมีความเข้มแข็งมากน้อยแค่ไหน? เนื่องจากเรื่องการ “วิจัย” นี้ถือเป็น “หัวใจสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ” ให้กับสังคมไทย-ประเทศไทย คนไทยจึงต้องพิจารณาว่า… นโยบายปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนจริงหรือไม่? หรือกำลังติดกับดักตัวชี้วัดที่มุ่งเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพและผลที่แท้จริงต่อสังคม?

ทั้งนี้ ในเวทีเสวนาวิชาการดังกล่าวทางผู้เข้าร่วมเสวนายังได้มีการเน้นไว้ โดยสังเขปมีว่า… แม้วันนี้จะยังไม่มีบทสรุปเกี่ยวกับสภาพการณ์ หรือทิศทางในอนาคต ของ “มหาวิทยาลัย และระบบอุดมศึกษาของไทย” ที่กำลัง “ตกอยู่ในเกลียวคลื่นยุคเสรีนิยมใหม่” แต่ก็หวังให้ข้อมูลและมุมมองจากการเสวนาครั้งนี้ทำหน้าที่เสมือนกระจกสะท้อนภาพความจริงของสถาบันอุดมศึกษาของไทยในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นภาพ “ทางแพร่งสำคัญ” ซึ่ง… ด้านหนึ่งคือแรงผลักของตลาดที่บีบให้มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดทางการเงิน อีกด้านคือ “จิตวิญญาณดั้งเดิม” คือการเป็นพื้นที่ความจริง…

เป็น“เสาหลักทางปัญญาของสังคม”

และในช่วงท้าย ๆ วงเสวนาก็ย้ำไว้ด้วยว่า… การแลกเปลี่ยนมุมมอง ที่จัดขึ้นผ่านเวทีเสวนาวิชาการ “อุดมศึกษาไทยในเกลียวคลื่นเสรีนิยมใหม่” ก็เพื่อ ชวนคนไทยร่วมตั้งคำถามเกี่ยวกับ “ความท้าทายของมหาวิทยาลัยไทย” กับปัญหาต่าง ๆ และทิศทางในอนาคตที่ควรจะเป็น เพื่อหา “ทางออกที่ดีที่สุด” เพื่อ “ไม่ถูกลดทอนคุณค่า”จากปัจจัยต่าง ๆ หรือข้อจำกัดต่าง ๆ จากสภาพการทำงาน หรือแม้แต่ระบบการวัดคุณภาพการศึกษา ที่ถูกตั้งคำถามว่าสามารถสะท้อนคุณค่าที่แท้จริงของการศึกษาได้จริงหรือไม่? ไปจนถึงทิศทางนโยบายของชาติที่ยังคงคลุมเครือ …เหล่านี้เป็น “เสียงสะท้อนชวนคิด”

คลื่นเสรีนิยมใหม่” คลื่นนี้ “แรงจริง”

ผนวก “คลื่นไฮเทคใหม่ ๆ ก็แรงไว”

น่าคิดมหาวิทยาลัยไปยังไงต่อ??”.

ทีมสกู๊ปเดลินิวส์